
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เพจชมรม STRONG โพสต์เจาะลึกโครงสร้างพลังงานไทย: โรงกลั่นน้ำมันทั่วประเทศ อยู่ในมือใครบ้าง? โดยระบุว่า..
ปัจจุบัน ประเทศไทยมีโรงกลั่นน้ำมันหลักที่ขับเคลื่อนเศรษฐกิจอยู่ทั้งหมด 6 แห่ง แต่รู้หรือไม่ว่า โรงกลั่นระดับชาติทั้งหมดนี้ ถูกบริหารจัดการและควบคุมโดยกลุ่มบริษัทขนาดใหญ่เพียง 3 กลุ่มหลักเท่านั้น!
ลองมาดูกันชัดๆ ว่ามีกลุ่มไหนบ้าง:
1. กลุ่ม ปตท. (PTT Group) ครองสัดส่วนมากที่สุด ควบคุมโรงกลั่น 3 แห่ง
• บมจ. ไทยออยล์ (TOP): โรงกลั่นที่ใหญ่ที่สุดในประเทศ (จ.ชลบุรี)
• บมจ. พีทีที โกลบอล เคมิคอล (PTTGC): (จ.ระยอง)
• บมจ. ไออาร์พีซี (IRPC): (จ.ระยอง)
(ข้อสังเกต: ปตท. มีกระทรวงการคลังเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ มีสถานะเป็นรัฐวิสาหกิจ แต่ดำเนินธุรกิจในตลาดทุนรูปแบบบริษัทมหาชน)

2. กลุ่มบางจาก (Bangchak Group) ควบคุมโรงกลั่น 2 แห่ง ก้าวขึ้นมาเป็นผู้เล่นรายใหญ่ที่มีสัดส่วนการตลาดสูงขึ้นมาก หลังจากการเข้าซื้อกิจการของ Esso เสร็จสิ้นเมื่อปี 2566
• โรงกลั่นน้ำมันบางจาก: (เขตพระโขนง กรุงเทพฯ)
• บมจ. บางจาก ศรีราชา (BSRC): หรือโรงกลั่น Esso เดิม (จ.ชลบุรี)

3. กลุ่มเชฟรอน (Chevron) ควบคุมโรงกลั่น 1 แห่ง
• บมจ. สตาร์ ปิโตรเลียม รีไฟน์นิ่ง (SPRC): (จ.ระยอง) กลุ่มทุนต่างชาติ โดยมีเครือเชฟรอนถือหุ้นใหญ่กว่า 60%

ทำไมเรื่องนี้ถึงสำคัญกับเรา?
ตลาดโรงกลั่นน้ำมันในไทยปัจจุบันมีการกระจุกตัวสูงมาก โดยถูกขับเคลื่อนด้วยผู้เล่นหลักเพียง 3 กลุ่ม การควบรวมกิจการและการแข่งขันในตลาดที่จำกัดเช่นนี้ เป็นเรื่องที่ภาคประชาชนต้องร่วมกันจับตาดูอย่างใกล้ชิด เพราะโครงสร้างเหล่านี้ส่งผลโดยตรงต่อ "การกำหนดราคาหน้าโรงกลั่น" รวมถึงต้นทุนพลังงานและค่าครองชีพของพวกเราทุกคน!
ทั้งนี้ในฐานะที่ทั้ง 6 แห่ง เป็น "บริษัทมหาชน" กฎหมายบังคับให้ต้องเปิดเผยข้อมูลต่อสาธารณะ เราจึงสามารถเข้าไปตรวจสอบได้ที่เว็บไซต์ตลาดหลักทรัพย์ฯ เพื่อดูโครงสร้างผู้ถือหุ้น:..ใครได้ประโยชน์จากผลกำไร?.. งบกำไรขาดทุน: ค่าการกลั่นสมเหตุสมผลหรือไม่?
..ค่าตอบแทนกรรมการ
โปร่งใสและสอดคล้องกับผลงานจริงไหม?
การที่อุตสาหกรรมนี้มีผู้เล่นน้อยราย (Oligopoly) ยิ่งทำให้ภาคประชาชนต้องร่วมกันจับตาดูการแข่งขันอย่างใกล้ชิด เพื่อไม่ให้เกิดการเอาเปรียบผู้บริโภคผ่านการกำหนดราคาหน้าโรงกลั่น
#STRONG #โรงกลั่นน้ำมัน #ตลาดทุนไทย #ตรวจสอบความโปร่งใส #พลังงานไทย