
เมืองไทยกำลังจะเป็นสวรรค์ทุน(เทา)จีน!
…
ประเด็นสุดร้อนที่ทำเอาประชาชนคนไทยหูตาสว่าง ทั้งจากกรณีที่กองบังคับการปราบปรามการกระทำผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเศรษฐกิจ (บก.ปอศ.) ร่วมกับกระทรวงพาณิชย์ เปิดปฏิบัติการปูพรมตรวจค้นเครือข่าย "ล้งมะพร้าวน้ำหอม" จำนวน 8 จุดในพื้นที่จังหวัดราชบุรี
ประกอบด้วย 1. บริษัท เต๋อ หวั่ง จำกัด , 2. บริษัท เหอไท่เซิ่ง อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด , 3. บริษัท หลง แมน โคโค่นัท จำกัด , 4. บริษัท ไทยเฉิงต้า เทรดดิ้ง จำกัด , 5. บริษัทจั่นฮุ่ยราญา จำกัด , 6. บริษัท หมู่ เซียน หยวน (ประเทศไทย) จำกัด , 7. บริษัท อีซี่ โคโคนัท จำกัด และ 8. บริษัท ฟลาย โคโคนัท จำกัด
จากการตรวจค้น พบว่า 6 ใน 8 บริษัทเข้าข่ายการกระทำความผิดตาม พ.ร.บ.การประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว พ.ศ.2542 ตามบัญชีท้าย บัญชีหนึ่ง ข้อ 2 การทํานา ทําไร่ หรือทําสวน, บัญชีสาม ข้อ 13 ,14 และ 15 ซึ่งเกี่ยวกับผลิตผลทางการเกษตร, การค้าปลีกและค้าส่ง โดยมีผู้ร่วมกระทำผิดแบ่งเป็น บุคคลสัญชาติไทย 10 ราย และชาวต่างชาติจำนวน 7 ราย

ชุดสืบสวน กก.4 บก.ปอศ. ได้ตรวจสอบข้อมูลเชิงลึกก็พบว่า กลุ่มทุนจีนเหล่านี้ได้รุกคืบเข้ามาแทรกแซงวงจรการค้ามะพร้าวด้วยการจัดตั้ง “ล้งมะพร้าวอำพราง” ขึ้น โดยใช้ชื่อคนไทยเป็นตัวแทนถือหุ้น (Nominee) เพื่อเข้ามาเป็นตัวกลางในการรับซื้อและส่งออกเสียเองจนสามารถควบคุมช่องทางการกระจายสินค้าและโรงงานแปรรูปได้เกือบเบ็ดเสร็จ นำไปสู่การกดราคารับซื้อต่ำกว่าความเป็นจริงเพื่อกวาดกำไรส่งออกกลับไปยังต่างประเทศ ทิ้งความเสียหายไว้กับเศรษฐกิจฐานรากของไทย
พฤติการณ์การรุกคืบเข้าฮุบตลาดสินค้าเกษตร ผักผลไม้ไทยของทุนจีนเหล่านี้ มี "โมเดล" ที่แทบจะถอดแบบเดียวกันมาทุกกระเบียดนิ้ว คือ..
1. ใช้คนไทยเป็นหุ่นเชิด โดยหลายบริษัทมีชื่อคนไทยถือหุ้นในสัดส่วน 51% ตามกฎหมาย แต่เมื่อตรวจสอบลึกลงไป กลับพบว่า ผู้ถือหุ้นชาวไทยเหล่านั้นมีสถานะเป็นเพียงพนักงานระดับปฏิบัติการ พนักงานบัญชี หรือแม้กระทั่งบุคคลทั่วไปที่ถูกจ้างวานมาเซ็นชื่อในเอกสารเท่านั้น ไม่มีอำนาจสั่งการหรือตัดสินใจที่แท้จริงใดๆ
2. อำนาจการบริหาร อำนาจสั่งการ รับซื้อ กำหนดราคา และการจัดการโลจิสติกส์ทั้งหมด ถูกควบคุมโดยตรงจากนายทุนสัญชาติจีน โดยมีคนไทยทำหน้าที่เพียงบังหน้าเพื่อให้ดูเหมือนเป็นธุรกิจของคนท้องถิ่นเท่านั้น
3. จากการสืบสวนเชิงลึก พบว่า กลุ่มทุนต่างชาติเหล่านี้ได้ขยายอิทธิพลเข้าครอบงำห่วงโซ่อุปทานอย่างเบ็ดเสร็จ ตั้งแต่ "ต้นน้ำ" ผ่านการทำสัญญาเช่าที่ดินระยะยาวในพื้นที่ เพื่อทำสวนมะพร้าวเอง ทำให้สามารถควบคุมปริมาณผลผลิตได้โดยตรง ต่อเนื่องมายัง "กลางน้ำ" ด้วยการจัดตั้งสถานประกอบการหรือล้งมะพร้าวอำพรางเพื่อรวบรวมและแปรรูป และส่งต่อไปยัง "ปลายน้ำ" คือการส่งออกไปยังเครือข่ายของตนเองในต่างประเทศ

การ "กินรวบ" วงจรธุรกิจเช่นนี้ทำให้กลุ่มทุนต่างชาติมีอำนาจผูกขาดในการกำหนดราคา กดราคาและคุมกลไกตลาดมะพร้าวน้ำหอมในประเทศไทยได้อย่างเบ็ดเสร็จ
เมื่อสแกนไปยังตลาดผักผลไม้ประเภทอื่นๆ ของไทยที่เผชิญชะตากรรมในลักษณะคล้ายๆ กัน อย่างลิ้นจี่ ลำไย กล้วย ทุเรียน ล้วนแต่พบว่า มีโมเดลธุรกิจในลักษษณะเดียวกันนี้แทบไม่แตกต่างกันมากนัก ล้งลำไย ล้งทุเรียนที่ผุดขึ้นมาป็นดอกเห็ด และระยะหลังเริ่มเห็นล้งข้าว มันสำปะหลังที่มีชื่อแปลก ๆ มีบริษัทแปลกๆ ผุดขึ้นมากันบ้างแล้ว โมเดลธุรกิจในลักษณะนี้แทบจะถอดพิมพ์เขียวมาจากตำราเดียวกัน

ก็ไม่รู้ว่าผู้นำท้องถิ่น กำนัน ผญบ. อบต. จะรู้ตื้นลึกหนาบางกันบ้างหรือถึงการเข้ามาตั้งล้ง ผุดคลังสินค้า ไซโลในพื้นที่ของตน จะไม่ระแคะระคายอะไรกันบ้างหรือถึงการเข้ามาตั้งจุดรับซื้อ ตั้งล้ง คลังสินค้าหรือไซโลอยู่ในพื้นที่ตนเลยหรือ?
และก็ให้น่าคิดต่อไป ทุนหมุนเวียนที่ธุรกิจเหล่านี้นำมาใช้รับซื้อพืชผลทางการเกษตร ผัก ผลไม้จากมือเกษตรกรเหล่านั้นมาจากไหน มาจากเงินนอกระบบหรือว่าแบงก์ สถาบันการเงินของเราเองจัดหาให้ผ่านกลไกลการขอวงเงิน OD วงเงินซื้อขายสินค้าปกติ
ถ้าใช่ก็น่าจะเป็นเรื่องที่คลังและแบงก์ชาติ หรือหน่วยงานตรวจสอบของไทยจะได้ "เอาผิด" กับสถาบันการเงินเหล่านี้ด้วย เพราะจะทำเป็นทองไม่รู้ร้อน ทำเป็นใสซื่อไม่รู้ตื้นลึกหนาบางอะไรเลยได้หรือ?
จะอ้างแค่ว่า ทำหน้าที่ปล่อยสินเชื่อ ปล่อยเงินกู้กินค่าธรรมเนียม ส่วนต่างกำไร อย่างเดียวกระนั้นหรือ?
หรือคิดแต่ว่า เขาจ่ายภาษีท้องถิ่น จ่ายค่าต๋งค่าน้ำร้อนน้ำชาให้แล้วก็จบ หน่วยงานตัวเองไม่ได้มีหน้าที่เข้าไปสแกนว่า เขาทำธุรกิจอะไร ผิดกฏหมายหรือไม่อย่างไร ไม่ใช่หน้าที่..
ถามจริงพวกท่านคิดกันอย่างนี้จริงๆ หรือมิน่าถึงทีคนสัพยอกว่า บ้านอื่น เมืองอื่นนั้น มีแค่ไชน่าทาวน์ ส่วนบ้านเรานั้นคนจีนกำลังกลืนกินประเทศไปแล้ว
แก่งหิน เพิง