
ความย้อนแย้งระดับชาติจากควันหลงสิทธิประกันสังคม และผลตอบแทน 8 หมื่นล้าน ที่ลูกจ้างผู้ประกันตนต้องจำใส่กะโหลก ที่คุณหมอผู้เชี่ยวชาญด้านมะเร็ง จุฬาฯ ออกมาฉายภาพสิทธิบัตรทองที่เหนือ “ประกันสังคม”
โดย ศ.นพ.ชวลิต เลิศบุษยานุกูล ผู้เชี่ยวชาญด้านรังสีรักษาและมะเร็งวิทยา หัวหน้าสาขารังสีรักษาและมะเร็งวิทยา ภาควิชารังสีวิทยา คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้โพสต์ FB ความเหลื่อมล้ำและความแตกต่างของสิทธิประกันสังคมและบัตรทอง ในการรักษาโรคมะเร็ง ว่า ผลตอบแทน 8 หมื่นล้าน กับความภูมิใจที่ "ผิดที่ผิดทาง" ว่า

ในแวดวงธุรกิจ เวลาซีอีโอแถลงผลประกอบการ ถ้ากำไรโต ตัวเลขสวย ผู้ถือหุ้นก็ยิ้มแก้มปริ แต่ "กองทุนประกันสังคม" ที่ออกมาแถลงข่าวใหญ่โตว่าบริหารกองทุนได้ผลตอบแทนกว่า 8 หมื่นล้านบาท
แทนที่ "ผู้ถือหุ้น" ตัวจริงอย่างมนุษย์เงินเดือนที่จ่ายเงินสมทบจะดีใจ
หลายคนกลับรู้สึก "ตลกร้าย" และ "ขำไม่ออก"
เพราะถ้าดูรายละเอียดตัวเลข 8 หมื่นล้านที่ดูมหาศาลนั้น คิดเป็นผลตอบแทนจริงๆ ไม่ถึง 3% ในมุมการลงทุน ตัวเลขนี้ถือว่า "ธรรมดามาก" ไม่ได้น่าตื่นเต้นถึงขนาดต้องตั้งโต๊ะแถลงข่าวใหญ่ให้พวกเราต้องจำใส่ “กะโหลก” ไว้หรอก
สิ่งที่น่าตื่นเต้นยิ่งกว่า คือ "คุณภาพชีวิต" ของคนจ่ายเงิน เป็นความย้อนแย้งระดับชาติ ที่ระบบสาธารณสุขไทยกำลังเล่นตลกกับเรา
ทางฝั่ง "บัตรทอง" ที่รักษาฟรี ตอนนี้เขามีนโยบาย "Cancer Anywhere" (มะเร็งรักษาที่ไหนก็ได้) เป็นมะเร็งปุ๊บ เดินเข้าโรงพยาบาลศูนย์ โรงเรียนแพทย์ ที่มีอาจารย์หมอระดับท็อป มีเครื่องมือล้ำยุค ได้ทันทีแบบไร้รอยต่อ
ถือเป็นเรื่องที่น่ายินดีครับ ที่รัฐดูแลประชาชนได้ดีขนาดนี้

แต่พอกล้องแพนมาที่ฝั่ง "ประกันสังคม" กลุ่มคนที่ถูกหักเงินเดือนไปทุกเดือน กลับต้องเจอกับสิทธิ "SSO Cancer Care" ที่ชื่อคล้ายกัน แต่คุณภาพต่างกันราวฟ้ากับเหว
ผู้ประกันตนส่วนใหญ่ ติดล็อกอยู่กับ "โรงพยาบาลเอกชนขนาดกลาง" ตามสิทธิ หรือถ้าเลือกได้ตามรายชื่อของ SSO Cancer Care ก็เทียบไม่ได้กับ Cancer Anywhere อยู่ดี

ต้องยอมรับความจริงว่า หลายแห่งไม่มีศักยภาพพอที่จะรับมือกับโรคมะเร็งที่ซับซ้อน ครั้นผู้ป่วยมะเร็งอยากจะไปโรงเรียนแพทย์ที่มีความพร้อมกว่า ก็ติดเงื่อนไขยิบย่อย ขั้นตอนยุ่งยากเหมือนต้องไปขอส่วนบุญ ทั้งที่เป็น "สิทธิ" ที่เขาพึงได้จากการจ่ายเงิน
คนจ่ายตังค์... ได้บริการแบบขอไปที คนรักษาฟรี... ได้บริการระดับพรีเมียม
ยังไม่นับหลายคนที่พยายามจะลาออกจากงานเพื่อให้ตัวเองเสียสิทธิประกันสังคม เพื่อจะใช้สิทธิบัตรทองในการรักษาตัวเองนะครับ แล้วเงินที่จ่ายไปตั้งแต่ทำงาน จ่ายไปเพื่อ? ตายก่อนเกษียณก็ไม่ได้เงินก้อนอยู่ดี
บางคนลาออกจากงานเพื่อให้ได้สิทธิครอบครัวข้าราชการก็เห็นมาแล้ว
เรียน คณะกรรมการประกันสังคมผู้ทรงเกียรติ ก่อนที่ท่านจะออกมาอวดอ้างตัวเลขผลกำไร 8 หมื่นล้านในครั้งต่อไป หมออยากให้ท่านลองวางตัวเลขบัญชีลง แล้วหันมาดู "บัญชีชีวิต" ของผู้ประกันตนบ้าง
การบริหารเงินให้งอกเงย มันเป็นหน้าที่พื้นฐานครับ ไม่ใช่เรื่องวิเศษอะไร
แต่การบริหาร "สิทธิการรักษา" ให้สมศักดิ์ศรีกับเงินที่ประชาชนจ่ายไป นั่นต่างหากคือ "ฝีมือ" ที่แท้จริง
ช่วยทำสิทธิประกันสังคมรักษามะเร็ง ให้ดีกว่า หรืออย่างน้อยก็ "เท่าเทียม" กับสิทธิบัตรทองให้ได้ก่อน แล้วค่อยมาคุยเรื่องตัวเลขกำไร
ต่อมาคุณหมอได้โพสต์ FB อธิบายเพิ่มอีกว่า "เงินชดเชย" หรือ "โอกาสรอดชีวิต" : โจทย์ชีวิตที่ประกันสังคมต้องตอบสำหรับผู้ป่วยมะเร็ง

หลังจากที่เขียนเรื่องความเหลื่อมล้ำของสิทธิการรักษามะเร็งระหว่างประกันสังคมและสิทธิ์บัตรทองไประลอกก่อน ก็มีเสียงสะท้อนกลับมา ทำไมพูดแต่เรื่องมะเร็ง ก็เป็นหมอมะเร็งไง โรคหัวใจ stroke เบาหวาน ให้คุณหมอท่านอื่นเล่าให้ฟังจะดีกว่า
มะเร็งนี่แหละ ที่ผู้ป่วยประกันสังคม suffer คนยังไม่เคยเป็นไม่รู้
คนที่มีประกันสังคมอยู่ในโรงพยาบาลที่มีศักยภาพก็จะเดือดร้อนน้อยหน่อย
มีคอมเมนต์ทักท้วงมาว่า "คุณหมอจะบ่นทำไม? ดูสิ ผู้ประกันตนได้สิทธิประโยชน์ตั้งเยอะแยะที่บัตรทองไม่มี ทั้งค่าคลอดบุตร สงเคราะห์บุตร เงินชดเชยทุพพลภาพ แล้วก็ค่าทำศพ"
ดูจากรูปอินโฟกราฟิกของประกันสังคม สิทธิประโยชน์ยาวเป็นหางว่าวอย่างที่เขาว่าจริงๆ แต่มีเรื่องชวนคิดเล่นๆ (แต่เจ็บจริง) อยู่เรื่องหนึ่ง ในวิชาการบริหารความเสี่ยง เรามักจะให้ความสำคัญกับ "การป้องกัน" และ "การแก้ไข" มากกว่า "การเยียวยาหลังความเสียหาย"

ลองจินตนาการดู สมมติว่าคุณโชคร้าย ตรวจเจอ "มะเร็ง"
วินาทีนั้น สิ่งที่คุณต้องการที่สุดคืออะไร?
ระหว่าง "ทางเลือก ก." (แบบสิทธิประกันสังคม)
สิทธิการรักษาที่จำกัด ต้องรักษากับโรงพยาบาลตามสิทธิ (ซึ่งอาจไม่มีหมอเฉพาะทางมะเร็ง) จะขอย้ายไปโรงเรียนแพทย์ก็ยากเย็น ยาดีๆ บางตัวก็เข้าไม่ถึง
แต่มี "ข้อเสนอพิเศษ" คือ...
ถ้าคุณรักษาไม่หาย จนพิการติดเตียง เรามีเงินชดเชยการขาดรายได้ให้นะ
หรือถ้าคุณโชคร้ายเสียชีวิต เรามีค่าทำศพเตรียมไว้ให้พร้อมสรรพ
กับ "ทางเลือก ข." (แบบบัตรทอง)
สิทธิบัตรทองอาจจะไม่มีเงินค่าทำศพให้
แต่คุณมี "บัตรผ่านทางพิเศษ" ที่ชื่อ Cancer Anywhere
คุณเลือกเดินเข้าโรงพยาบาลศิริราช รามาฯ หรือจุฬาฯ ได้เจอกับอาจารย์หมอเก่งๆ ได้ใช้เครื่องมือที่ดีที่สุด เพื่อเป้าหมายเดียวคือ "รักษาให้หาย" และ "กลับมามีชีวิต"
ถามใจคุณดูครับ... คุณจะเลือกอะไร?
เงินค่าคลอดบุตร เงินสงเคราะห์บุตร เป็นเรื่องดีครับ หมอไม่เถียง แต่ก็อย่างที่บอกเพราะว่าอาจารย์ชวลิตเป็นหมอมะเร็ง ก็จะพูดแต่มุมมะเร็งเท่านั้น มุมอื่นท่านก็สามารถคิดได้นะครับ ไม่ห้าม

แต่สำหรับผู้ป่วยมะเร็ง "แก่น" ของเรื่องนี้ไม่ใช่ "ของแถม" เหล่านั้น
"แก่น" ของมันคือ "ชีวิต" ครับ การที่ระบบพยายามชูจุดขายเรื่อง "เงินชดเชยทุพพลภาพ" หรือ "ค่าทำศพ" มันเหมือนกำลังบอกเรากลายๆ ว่า “เราอาจจะรักษาคุณได้ไม่ดีที่สุดนะ แต่ถ้าคุณเป็นอะไรไป เราจ่ายเงินให้”
มันเจ็บปวด สำหรับคนเป็นมะเร็งและญาติๆ ไม่มีใครอยากได้เงินค่าทำศพ หรือเงินชดเชยคนพิการ หรือขาดรายได้หรอก
เขาอยากได้ "ยาที่ดี" เขาอยากได้ "โรงพยาบาลที่มีศักยภาพ"
เขาอยากได้ "โอกาส" ที่จะหายป่วย กลับไปทำงาน และกลับไปกอดลูกหลานได้เหมือนเดิมต่างหาก
หมอไม่ได้บอกว่าสิทธิ์ประกันสังคมไม่ดีนะครับ แต่กำลังเรียกร้องว่า "ช่วยทำให้มันดีกว่าสิทธิบัตรทองหน่อย" โดยเฉพาะอย่างยิ่งสำหรับผู้ป่วยมะเร็ง
_____
ที่มา : https://m.facebook.com/story.php?story_fbid=25739790975640513&id=100001088891237
#รักษามะเร็งกับหมอชวลิต
#ความเหลื่อมล้ำสิทธิรักษามะเร็ง