
จับตาบทสรุปคดี "หมูเถื่อน" บนห้างยักษ์ จ่อเจริญรอยตามที่ดินเขากระโดง - รันเวย์ VIP ขนงพระ
…
ขณะประชาชนคนไทย กำลังสำลักวิกฤตราคาน้ำมันที่มีราคาแพง แถมยังขาดแคลนอย่างหนัก จากผลพวงสงครามในตะวันออกกลางที่ยังไม่มีทีท่าว่าจะยุติลงง่ายๆ
จนทุกฝ่ายอยากจะลุกขึ้นมา "แหกอก" รัฐบาล นายกฯ อนุทิน ชาญวีระกูล ให้หายแค้น เพราะขณะที่รัฐบาลออกมายืนยันนั่งยัน ปริมาณสำรองน้ำมันประเทศมีเพียงพอเป็น 100 วัน ไม่มีทางจะขาดแคลนได้ ขอประชาชนได้โปรดวางใจ
แต่...เอาเข้าจริงกลับ "หนังคนละม้วน" มองไปทางไหน ปั๊มไหนก็เห็นแต่ป้าย "น้ำมันหมด" กับป้ายประกาศจำกัดปริมาณการเติมน้ำมัน และถึงขั้นที่ต้องแบ่งสรรปันส่วนน้ำมันกันใช้แล้ว

ประชาชนคนไทยต้องวิ่งรอกหาเติมน้ำมันกันโกลาหล ถึงขั้นต้องหอบหิ้ว "ที่นอนหมอนมุ้ง" ไปนอนรอคิวเติมน้ำมันกันทั่วประเทศ สวนทางกับสิ่งที่รัฐบาลป่าวประกาศโดยสิ้นเชิง!
แล้วจะให้ประชาชน วางใจว่ารัฐบาลเอาอยู่ได้อย่างไร
#เป่า 4 คดีอื้อฉาวไม่เห็นหัว ปชช.
จะหวังพึ่งองค์กรอิสระ ให้เข้ามาตรวจสอบความล้มเหลว ไม่ชอบมาพากลในการบริหารจัดการน้ำมันของรัฐ ที่มี "เทคโนแครต-มีผู้เชี่ยวชาญด้านน้ำมันและพลังงาน" เต็มลำเรือ
ทั้ง รองนายกฯ และ รมต.คมนาคม ที่เป็นเจ้าของธุรกิจสถานีบริการน้ำมัน PT รมต.พลังงาน รึก็อดีต CEO ปตท. แถมยังมีผู้เชี่ยวชาญการเงินการคลังอย่าง นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาส เสริมทัพอีก!
จนแทบจะเรียกได้ว่า.. "เรื่องบริหารวิกฤตน้ำมันน่าจะเป็นงานถนัดแบบสิวๆ ชิวๆ ของรัฐบาลชุดนี้ แต่เหตุใดกลับตาลปัตร "บ้อท่า" ประชาชนคนไทยเดือดร้อนไปทุกหย่อมหญ้าเอาได้"

แต่เมื่อมองลงไปยังองค์กรอิสระยามนี้ ทุกฝ่ายก็ได้แต่ส่ายหน้า แตะลงไปองค์กรใดก็ล้วนแต่ "ฟอนเฟะ" พอๆ กัน
ไล่ดะมาตั้งแต่ "อนุกรรมการ กกต." ที่มีมติ 5:2 ตีตกคำร้องคดีจัดฮั้ว สว. เมื่อวันที่ 12 มี.ค.ที่ผ่านมา หลังใช้เวลาสืบสวนกันมาเป็นปี ที่สุดกลับมีความเห็นว่า ผู้ถูกกล่าวหา 229 คน ไม่มีมูลความผิด
"หักดิบ" ปมโหวตเลือก สว. ที่แม้แต่ระบบ AI ยังมึนแปดตลบ เพราะยังคำนวณตามไม่ได้ แถมเป็นการ "ตัดตอน" จบคดีกันไปดื้อๆ โดยไม่ไปถึงศาล

ถัดมาอีกวัน 13 มี.ค. 2569 ก็มีข่าว คณะกรรมการ ป.ป.ช. มีมติยกคำร้องคดี นายศักดิ์สยาม ชิดชอบ ปมยื่นบัญชีทรัพย์สินเท็จ กรณีถือหุ้น หจก.บุรีเจริญคอนสตรัคชั่น โดยเชื่อตามคำชี้แจงของนายศักดิ์สยามว่า ไม่ได้จงใจปกปิดบัญชีทรัพย์สิน แต่เจ้าตัวเพิ่งจะมารู้ว่า ตัวเองถือหุ้นใน หจก.ดังกล่าว ในวันที่ศาลมีการไต่สวน
เป็นมติที่ "หักดิบ" สวนคำวินิจฉัยของตุลาการศาลรัฐธรรมนูญที่มีคำตัดสินชี้ขาดไปตั้งแต่ปีมะโว้ว่า แถม ป.ป.ช. ยังเก็บงำมติอื้อฉาวที่ว่าไว้เงียบกริ๊บ ตั้งแต่เดือน ก.ย.68 ราวกับว่า มีความไม่ชอบมาพากล จนไม่อาจจะ "เปิดเผย" ให้ใครล่วงรู้ได้

ไล่เลี่ยกัน 15 มี.ค. 2569 ก็มีข่าว กรมสอบสวนคดีพิเศษ "ดีเอสไอ" ก็ออกแถลงกับสื่อยอมรับว่า ได้ยุติการสืบสวนกรณีที่ดิน "เขากระโดง" แล้ว หลังจากใช้เวลากว่า 7 เดือนดำเนินการสืบสวนคดีนี้ โดยโฆษกดีเอสไอ อ้างว่า เนื่องจากคดีดังกล่าวเจ้าหน้าที่ตำรวจ ป.ป.ป. ได้ดำเนินการสืบสวนอยู่แล้ว เกรงจะเป็นการทำงานซ้ำซ้อนกัน จึงให้ส่งแฟ้มคดีไปยังคณะกรรมการ ป.ป.ช. ดำเนินการตามกฎหมายต่อไป
ไม่เพียงแต่ยุติการสืบสวนคดีเขากระโดง แม้แต่กรณีการร้องเรียนการใช้ถนนหลวงในตำบลขนงพระ อ.ปากช่อง เพื่อใช้เป็นรันเวย์ VIP เถื่อน ที่ก่อนหน้านี้มีการส่งเรื่องมาให้ดีเอสไอ (DSI) รับเป็นคดีพิเศษด้วยนั้น
ล่าสุด ดีเอสไอได้ออกมาแถลงแล้วว่า ไม่รับคดีดังกล่าวเป็นคดีพิเศษ แต่ให้ส่งเรื่องไปยัง ป.ป.ช.แทนอีก

#จับตาบทสรุป คดี "หมูเถื่อน" โผล่กลางห้าง
เห็นการเป่าคดีสะเทือนขวัญ 3-4 คดีขององค์กรอิสระข้างต้นแล้ว หลายฝ่ายจึงต่างเต็มไปด้วยข้อกังขา เหตุใดจึงถอยกรูด กลับลำชนิด 360 องศาได้ถึงเพียงนี้
หลายฝ่าย โดยเฉพาะภาคประชาชนต่างนึกเลยไปถึง "คดีหมูเถื่อน 161 ตู้คอนเทนเนอร์" ที่ถูกกรมศุลกากร และกรมปศุสัตว์ตรวจอายัดไว้ เมื่อ 3 ปีก่อน

ก่อนดีเอสไอจะตั้งแท่นสิบขยายผล จนพบว่า บางส่วนของขบวนการนำเข้าหมูเถื่อนอย่างหมูแช่แข็ง เครื่องใน ไปโผล่ขายอยู่ในห้างค้าปลีก-ค้าส่งยักษ์ "แมคโคร" ของกลุ่มทุน ซีพี.
ก่อนที่ ดีเอสไอ จะนำกำลังบุกเข้าไปตรวจสอบศูนย์กระจายสินค้าและเข้าตรวจยึดเอกสารถึงสำนักงานใหญ่ของบริษัทมาแล้ว
แต่นับจากวันที่ฝ่ายกฏหมาย "แม็คโคร" หรือ บริษัท ซีพีแอ็กซ์ตร้า จำกัด (มหาชน) หอบแฟ้มเอกสารเข้าพบหัวหน้าพนักงานสอบสวนคดีหมูเถื่อน พร้อมนำส่งเอกสาร 118 รายการให้ DSI ตรวจสอบ เมื่อวันที่ 27 ธ.ค.2566 จนถึงขณะนี้ที่กินเวลาร่วม 3 ปีเข้าไปแล้ว

ประชาชนคนไทยยังไม่เคยได้รับรายงานความคืบหน้าผลการตรวจสอบหรือสอบสวนเลยว่า ห้างแม็คโครทำผิดกฎหมายหรือไม่ เหตุใดจึงปรากฏชิ้นส่วนหมูแช่แข็งและเครื่องในจาก 1 ในขบวนการนำเข้าหมูเถื่อน 161 ตู้ ที่ถูกกรมศุลกากรตรวจอายัดไว้ โผล่มาวางขายอยู่ภายในห้างได้
แถมบริษัทยังออกมายืนยัน นั่งยันว่า ได้ทำสัญญาจัดซื้อกับซัพพลายเออร์ โดยมีเอกสารการนำเข้าและรับรองอย่างถูกต้อง ทั้งที่ซัพพลลายเออร์รายดังกล่าว คือ 1 ในกลุ่มผู้นำเข้าหมูเถื่อนตามหมายจับของทางการในเวลานั้น
หลายฝ่ายพากันฟันธง ไม่นานหลังจากนี้ เราอาจได้ยินผู้บริหารดีเอสไออกมาแถลงยุติการสืบสวนคดีหมูเถื่อนตามมาแน่ และคงสรุปไปในทิศทางทุกอย่างเป็นไปตามครรลองของกฏหมาย โดยไม่พบว่า กลุ่มทุนยักษ์และห้างค้าปลีก ค้าส่งยักษ์ เข้าไปเกี่ยวข้องกับคดีหมูเถื่อนใดๆ

# กสทช. "โมเดลต้นแบบ" ฟอกขาวทุนสื่อสาร
ที่จริงหน่วยงานของรัฐที่เป็นอิสระที่น่าจะถือเป็น "โมเดลต้นแบบ" ในการทำหน้าที่จนสร้างความเอือมระอาให้แก่ผู้คนในสังคมก็คือ…
"คณะกรรมการกำกับกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ" หรือ "กสทช." ที่น่าจะเป็น "โมเดลต้นแบบ" ฟอกขาวให้กับทุนการเมืองและกลุ่มทุนสื่อสาร
โดยเฉพาะ กรณีการไฟเขียวควบรวมกิจการบริษัท 2 สื่อสารยักษ์ "ทรูและดีแทค" โดย กสทช. "สุมหัว" มีมติว่า ตนเอง "ไม่มีอำนาจพิจารณาอนุมัติ" แผนการควบรวมกิจการของ 2 ค่ายโทรคมนาคมยักษ์ใหญ่ทำได้เพียงแค่ "รับทราบ" การควบรวมเท่านั้น

ผลที่ตามมาจากมติควบรวมครั้งประวัติศาสตร์ดังกล่าว ทำให้ตลาดโทรคมนาคมไทย แปรสภาพไปเป็นตลาดที่ถูกผูกขาดโดย 2 โอปอเรเตอร์ยักษ์เป็น Duopoly ที่เหลือผู้เล่นหลักเพียง 2 ราย คือ AIS และ TRUE เท่านั้น
ทำให้จากเดิมที่มีการแข่งขันเข้มข้น ทั้งราคาและโปรโมชัน วันนี้สภาพการแข่งขันในตลาดโทรคมนาคมไทยเป็นอย่างไร ทุกฝ่ายต่างรู้อยู่เต็มอก
ธุรกิจสื่อสาร 2 ค่ายฟันกำรี้กำไร จนสามารถจ่ายปันผลพิเศษระหว่างกาลได้มากโขแค่ไหน ข่าวสารในสื่อต่างๆ ที่มีการนำเสนอกันอย่างต่อเนื่อง น่าจะเป็นคำตอบที่ดีได้
ขณะที่ประชาชนผู้บริโภคได้แต่นั่งทำตาปริบๆ เท่านั้น และจนวันนี้ กสทช. ก็ยังคงถูกสัพยอก เป็นองค์กรกำกับกิจการสื่อสารโทรคมนาคมที่ "มีก็เหมือนไม่มี"
