
เรียกได้ว่า "หมดสิ้นข้อสงสัยหรือข้อกังขา" .. กับตำแหน่ง รมต.พลังงานคนใหม่ในรัฐบาล "นายอนุทิน ชาญวีระกูล" ที่ก่อนหน้ามีการคาดเดากันไปต่างๆ นานา และจับจ้องอยู่แต่ว่า จะเป็นร่างทรงของทุนพลังงานหรือไม่?
…
แต่เมื่อมีการเปิดเผยชื่อออกมา เป็น "นายเอกณัฐ พร้อมพันธุ์" อดีต รมต.อุตสาหกรรม ในรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทรโอชา ที่เคยสร้างผลงานชิ้น "โบแดง" ในการไล่ปราบโรงงานผลิตเหล็กจีนด้อยคุณภาพอย่าง "เหล็กซินเคอหยวน" ทลายโรงงานของกลุ่มทุนจีนเทาทั้งหลายแหล่ ผ่านชุดปฏิบัติการสุดซอยของอุตสาหกรรมมาแล้ว
ถนนทุกสายต่างก็ขานรับ หายสงสัยกันไปโดยปริยาย ไม่มีใครตั้งข้อสงสัย หรือลากเอาไปเกี่ยวโยงว่าเป็นร่างทรงกลุ่มทุนพลังงานที่ไหนส่งเข้าประกวดกันอีกแล้ว
ยิ่งในสถานการณ์ที่โลกกำลังเผชิญวิกฤติพลังงาน หลังสหรัฐฯ และอิสราเอล เปิดปฏิบัติการถล่มอิหร่านนับแต่ 28 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา ปะทุกลายเป็นสงครามตะวันออกกลางที่สร้างความระส่ำทำเอาแหล่งผลิตน้ำมันและพลังงานของโลกต้องปิดตัวลงโดยสิ้นเขิง ภาวะสงครามที่เกิด จ่่อจะทอดยาวตามรอยสงคราม "รัสเซีย-ยูเครน" ที่ยืดเยื้อมานานกว่า 4 ปีไปแล้ว

ถนนทุกสายจึงคาดหวังไว้มากกับบทบาทของรัฐมนตรีพลังงานคนใหม่ที่จะต้องเร่งหามาตรการคลี่คลายรับมือกับวิกฤติพลังงานที่อยู่เบื้องหน้า ที่ในเวลานี้ไม่ใช่แค่ระดับราคาน้ำมันจะพุ่งทะยานไม่หยุด
ต่อให้มีเงินก็ไม่รู้จะหาซื้อได้หรือไม่ ในเมื่อแหล่งผลิตส่งออกในตะวันออกกลางได้รับผลกระทบถ้วนหน้าเช่นนี้ การแสวงหาแหล่งพลังงานอื่นทดแทน จึงเป็นสิ่งที่ทุกฝ่ายเพรียกหา

อย่างไรก็ตาม เมื่อสแกนกลับไปดูนโยบายด้านพลังงานของรัฐบาลภูมิใจไทยที่แม้จะเขียนเอาไว้ค่อนข้างกระชับ จะให้ความสำคัญกับการลดภาระค่าไฟในมือประชาชน โดยจะปรับลดค่าไฟให้เหลือ 3 บาทต่อยูนิตสำหรับ 200 ยูนิตแรก ส่วนที่เกินจากนั้นจะคิดตามขั้นบันได
นอกจากนี้ ยังมีโยบายส่งเสริมการติดตั้งโซลาร์เซล โซลาร์ชุมชน และเปิดเสรีไฟฟ้าให้ผู้ผลิตไฟฟ้าขายไฟฟ้าตรงให้ประชาชน ให้ประชาชนสามารถเลือกซื้อไฟฟ้าจากผู้ผลิตรายใดก็ได้ที่มีข้อเสนอดีกว่า นอกเหนือจากการไฟฟ้านครหลวง กฟน และการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค กฟภ.ในปัจจุบัน

เป็นนโยบาย "เรือธง" ที่แวดวงพลังงาน นักวิชาการหรือแม้แต่สภาผู้บริโภคเองก็เคยออกมาหนุนสุดลิ่มทิ่มประตูมาแล้ว หากรัฐบาลใหม่ และ รมต.พลังงานคนใหม่ สามารถขับเคลื่อนนโยบายพลังงานข้างต้นให้เห็นเป็นรูปธรรมได้จริง
รัฐบาลนายกอนุทินก็เตรียมผูกปื่นโตเป็นรัฐมบาลที่ได้ใจประชาชนคนไทยไปเต็มๆ ได้เลย
เอาแค่การปรับลดค่าไฟเหลือ 3 บาทสำหรับผู้ใช้ไฟไม่เกิน 200 หน่วย เมื่อเทียบกับปัจจุบันที่คิดแบบ Flat Rate แค่นี้ก็ได้ใจประชนในระดับรากหญ้าไปเต็มๆ อยู่แล้ว
รวมทั้งผลักดันนโยบายซื้อ-ขายไฟฟ้าพลังงานสะอาด Direct PPA ให้ธุรกิจที่ต้องการไฟฟ้าพลังงานสะอาดทำสัญญาซื้ิอขายไฟกับผู้ผลิตไฟฟ้าโดยตรงในระยะยาวกันเองได้ แค่นี้ก็ถือได้ว่าเดินมาได้ไกลกว่ารัฐบาลชุดไหนๆ แล้ว
