
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า บริษัทหลักทรัพย์บัวหลวงฯ ระบุว่า บมจ.กัลฟ์ ดีเวลลอปเมนท์ (GULF) เข้าซื้อหุ้นเพิ่มใน ธนาคารกสิกรไทย (KBANK) อีก 2.95 ล้านหุ้น (0.1254%) ที่ราคาสูงสุด 197 บาท/หุ้น เมื่อ 12 ก.พ. 69 ทำให้สัดส่วนถือครองเพิ่มจาก 9.90% เป็น 10.03% และรวมกลุ่มแตะ 10.04% ของสิทธิออกเสียง ป็นการทยอยสะสมต่อเนื่อง หลังก่อนหน้านี้ GULF เข้าถือหุ้น KBANK อยู่แล้ว
มุมตลาด: ดีลนี้สะท้อน Strategic Investment ระยะยาวของ GULF ในภาคการเงิน มีนัยบวกต่อ Sentiment มากกว่าพื้นฐานระยะสั้น

บริษัท อินโนเวสท์ เอกซ์ จำกัด : บริษัท กัลฟ์ เอ็นเนอร์จี ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน) เข้าซื้อหุ้น ธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) เพิ่มขึ้นเป็นผู้ถือหุ้นอันดับ 2 ถือหุ้นทะลุ 10% สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) เปิดเผยข้อมูลผ่านรายงาน 246-2 ว่า GULF ได้รายงานการได้มาซึ่งหุ้น KBANK เมื่อวันที่ 12 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569 โดยเข้าซื้อหุ้น KBANK จำนวน 2,949,600 หุ้น คิดเป็นสัดส่วน 0.1254% ของจำนวนหุ้นทั้งหมด ในราคาหุ้นละ 197 บาท มูลค่าซื้อขายรวม 581 ล้านบาท ผ่าน
ส่งผลให้ GULF ถือหุ้น KBANK รวม 235.8 ล้านหุ้น คิดเป็นสัดส่วน 10.0298% และขยับขึ้นเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่อันดับ 2 รองจาก Thai NVDR Company Limited ซึ่งถือหุ้น KBANK เป็นอันดับ 1 ในสัดส่วน 13.7%

ฝ่ายวิจัยมีมุมมองเชิงบวกต่อการเข้าซื้อ KBANK ของ GULF เนื่องจาก KBANK ยังเป็นหุ้นที่มีสภาพคล่องสูง มีค่า P/BV และ P/E อยู่ในระดับต่ำ อีกทั้งมีอัตราเงินปันผลประมาณ 7-8% ต่อปี และมีโอกาสเกิด Synergy Benefit ในอนาคต โดยคาดว่าสัดส่วนการถือหุ้นในฐานะ Strategic Partner จะอยู่ในระดับ 10-20% ซึ่งหากการถือหุ้นเพิ่มขึ้นเกิน 10% หรือ 20% จะต้องได้รับอนุญาตจาก ธนาคารแห่งประเทศไทย และหากถือหุ้นถึง 25% จะเป็นเงื่อนไขให้ต้องทำคำเสนอซื้อหลักทรัพย์ทั้งหมด (Tender Offer)
ในด้าน Synergy Benefit ประเมินว่า GULF จะได้รับประโยชน์จากการเข้าถือหุ้น KBANK ในหลายมิติ ได้แก่ การรับเงินปันผล โดยต้นทุนทางการเงินของ GULF อยู่ที่ประมาณ 3.0-3.5% ซึ่งต่ำกว่าระดับเงินปันผลของ KBANK ที่ 7-8% ต่อปี โดยในปี พ.ศ. 2568 GULF รับเงินปันผลจาก KBANK แล้วกว่า 1,200 ล้านบาท และคาดว่าในปี พ.ศ. 2569 จะได้รับเงินปันผลเพิ่มขึ้นตามสัดส่วนการถือหุ้น โดยคาดว่าจะได้รับเงินปันผลรวมสูงถึง 3,200 ล้านบาท หรือคิดเป็น 10.6% ของประมาณการกำไรของ GULF ในปีดังกล่าว อ้างอิงประมาณการเงินปันผลต่อหุ้น (DPS) ที่ 13.5 บาทต่อหุ้น
นอกจากนี้ยังไม่กระทบต่ออัตราส่วนหนี้สินสุทธิต่อทุน (Net D/E) ซึ่งอยู่ในระดับต่ำที่ 0.85 เท่า ณ สิ้นไตรมาส 3 ปี พ.ศ. 2568 และยังมีโอกาสได้รับเงินปันผลทั้งปกติและเงินปันผลพิเศษจาก บริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส จำกัด (มหาชน) ซึ่ง GULF ถือหุ้นใหญ่อยู่ในสัดส่วน 40.4%
อีกทั้งหาก GULF เพิ่มสัดส่วนการถือหุ้นเกิน 20% จะสามารถรับรู้กำไรตามวิธีส่วนได้เสีย (Equity Income) ซึ่งจะช่วยเพิ่มกำไรให้กับบริษัทอย่างมีนัยสำคัญ รวมถึงเพิ่มขีดความสามารถในการสร้างรายได้จากธุรกิจการเงินรูปแบบใหม่ เช่น Digital Lending และธุรกิจ FinTech ร่วมกับ ADVANC

ในขั้นตอนต่อไป คาดว่า GULF จะต้องยื่นขออนุมัติจากธนาคารแห่งประเทศไทยในการถือครองหุ้น KBANK ในระดับเกิน 10% รวมถึงปฏิบัติตามกฎระเบียบที่เกี่ยวข้องกับการถือหุ้นธนาคารอย่างเข้มงวด ซึ่งการเพิ่มสัดส่วนการถือหุ้นเป็น 10.03% สะท้อนถึงความตั้งใจในการเป็นพันธมิตรเชิงกลยุทธ์ระยะยาวกับ KBANK
ทั้งนี้ GULF ได้เพิ่มสัดส่วนการถือหุ้น KBANK อย่างต่อเนื่อง จากระดับ 5.03% ในเดือนตุลาคม พ.ศ. 2568 และทยอยสะสมหุ้นเพิ่มขึ้นจนถึง 10.03% ในเดือนกุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569 โดยในช่วงเดือนตุลาคม พ.ศ. 2568 ถึงเดือนกุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569 ราคาหุ้น KBANK เคลื่อนไหวในช่วง 167-199 บาทต่อหุ้น โดยประเมินต้นทุนเฉลี่ยของการเข้าซื้อหุ้น KBANK จากระดับ 5.03% เป็น 10.03% อยู่ที่ประมาณ 180 บาทต่อหุ้น และคำนวณต้นทุนเฉลี่ยของหุ้น KBANK ที่ GULF ถือครองทั้งหมด 235.8 ล้านหุ้น อยู่ที่ประมาณ 172 บาทต่อหุ้น คิดเป็นมูลค่าการลงทุนรวมประมาณ 40,000 ล้านบาท
โดยภาพรวม ยังคงคำแนะนำ Outperform สำหรับหุ้น GULF ที่ราคาเป้าหมาย 65 บาท อ้างอิงการประเมินมูลค่าด้วยวิธี DCF
