ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อวันที่ 12 กุมภาพันธ์ 2569 นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย พร้อมด้วย นายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ รองนายกรัฐมนตรี และนายภูมิวิศาล เกษมศุข เลขาธิการคณะกรรมการ ป.ป.ท. ร่วมแถลงข่าวในประเด็นผลคะแนนดัชนีการรับรู้การทุจริต ประจำปี 2568 (Corruption Perceptions Index : CPI 2025 ) ณ ศูนย์แถลงข่าวรัฐบาล ตึกนารีสโมสร ทำเนียบรัฐบาล เขตดุสิต กรุงเทพฯ
สืบเนื่องจากเมื่อวันที่ 10 กุมภาพันธ์ 2569 องค์กรเพื่อความโปร่งใสนานาชาติ (Transparency International : TI) ได้ประกาศผลคะแนนดัชนีการรับรู้การทุจริต ประจำปี พ.ศ. 2568 (CPI ปี 2025) โดยประเทศไทย ได้ 33 คะแนน จาก 100 คะแนน และอยู่ในอันดับที่ 116 จาก 182 ประเทศทั่วโลกที่เข้าร่วมการประเมินฯ
นายกรัฐมนตรีกล่าวว่า ผลคะแนน CPI ของประเทศไทย ลดลงจากปีที่ผ่านมา 1 คะแนน ถือว่าอยู่ในคะแนนที่ค่อนข้างต่ำ ตนไม่ได้นิ่งนอนใจ หลังจากได้รับรายงานได้เชิญเลขาธิการคณะกรรมการ ป.ป.ท. มาสอบถามว่ามีเหตุผลหรือมีข้อยืนยันใดที่ทำให้ไทยได้รับการประเมินจากองค์กรเพื่อความโปร่งใสนานาชาติในระดับคะแนนดังกล่าว อย่างไรก็ตาม ทราบมาว่ายังมีวิธีการในการที่จะปรับปรุงแก้ไข ไม่อยากให้เรื่องนี้เป็นอุปสรรคทำให้มองประเทศไทยไม่ดี และได้สั่งการในฐานะรัฐบาลเดิมกับเลขาธิการคณะกรรมการ ป.ป.ท. รวมทั้งให้รองนายกรัฐมนตรี (นายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ) เร่งปรับปรุงกฎหมาย ขั้นตอน ระเบียบ รวมทั้งการปรับปรุงเปลี่ยนแปลง หรือตรากฎหมายขึ้นมาใหม่ เพื่อทำการปราบปรามการทุจริตคอร์รัปชันให้มีประสิทธิภาพสูงสุด โดยในวันนี้ รัฐบาลได้เร่งผลักดันให้ประเทศไทยเข้าร่วมเป็นสมาชิกองค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (OECD: Organization for Economic Co-operation and Development) ซึ่งการเข้าเป็นสมาชิก OECD จะช่วยยกระดับมาตรฐานความโปร่งใสในการดำเนินธุรกรรมทั้งภาครัฐและภาคเอกชน รวมถึงเสริมสร้างหลักธรรมาภิบาลให้เข้มแข็งยิ่งขึ้น ซึ่งจะเป็นอีกปัจจัยสำคัญในการเพิ่มความน่าเชื่อถือและยกระดับศักยภาพของประเทศไทยในเวทีนานาชาติ ทั้งนี้ รัฐบาลมีความมุ่งมั่นอย่างแน่วแน่ในการปรับปรุงกฎหมายและกระบวนการทำงานต่าง ๆ รวมถึงการยกระดับความสะดวกในการประกอบธุรกิจ (Ease of Doing Business) ผ่านแนวคิด One Stop Service ซึ่งได้กล่าวมาอย่างต่อเนื่อง และครั้งนี้จะต้องผลักดันให้เกิดผลในทางปฏิบัติอย่างแท้จริง โดยบูรณาการความร่วมมือและมอบหมายให้หน่วยงานในสังกัดสำนักนายกรัฐมนตรีติดตามและขับเคลื่อนให้เกิดผลสัมฤทธิ์อย่างเป็นรูปธรรมและมีประสิทธิภาพสูงสุด โดยรัฐบาลจะให้ความสำคัญและมุ่งเน้นเรื่องดังกล่าวอย่างเคร่งครัด โดยกำชับให้การปฏิบัติหน้าที่ของทุกส่วนราชการต้องเป็นไปด้วยความรวดเร็ว โปร่งใส เป็นธรรม และไม่เลือกปฏิบัติ เพื่อให้การบริการแก่ผู้ประกอบการและประชาชนเกิดประสิทธิภาพสูงสุด
ทั้งนี้ หากพบการฝ่าฝืนหรือใช้อำนาจโดยมิชอบ จะมีการดำเนินการลงโทษทางปกครองหรือทางวินัยอย่างเด็ดขาด ซึ่งเกี่ยวข้องไปถึงการใช้ดุลพินิจของผู้ดำรงตำแหน่งในหน่วยงานราชการต่าง ๆ ด้วย
“รัฐบาลจะดำเนินการภายใต้รูปแบบการบริหารราชการแผ่นดินแบบใหม่ บนพื้นฐานของระบอบรัฐสภาและความร่วมมือจากทุกภาคส่วน โดยยึดมั่นในหลักธรรมาภิบาล และร่วมกันต่อต้านการทุจริตคอร์รัปชันอย่างจริงจัง ไม่ให้เกิดความเสียหายหรือความเสื่อมเสียต่อภาพลักษณ์ของประเทศ พร้อมกันนี้ รัฐบาลจะยกระดับการปราบปรามปัญหายาเสพติดและอาชญากรรมออนไลน์ หรือสแกมเมอร์ ให้เป็นวาระแห่งชาติ ควบคู่กับการติดตามผลคะแนนดัชนี CPI 2025 อย่างใกล้ชิด เพื่อเร่งปรับปรุงแก้ไขในประเด็นที่เกี่ยวข้อง โดยขอให้พี่น้องประชาชนมั่นใจว่า รัฐบาลได้รับทราบปัญหาแล้ว และกำลังเร่งดำเนินการแก้ไขอย่างเต็มที่ เพื่อให้เห็นผลเป็นรูปธรรมโดยเร็วที่สุด” นายกรัฐมนตรี กล่าว
เลขาธิการคณะกรรมการ ป.ป.ท. ได้กล่าวถึงปัญหาที่พบได้บ่อย คือ การขออนุมัติและอนุญาตต่าง ๆ ทั้งจากนักลงทุน ผู้ประกอบการต่างชาติที่เข้ามาลงทุนในประเทศ ทั้งนี้ สำนักงาน ป.ป.ท ได้ขับเคลื่อนให้ผู้ที่มีอำนาจในการอนุมัติอนุญาตต่าง ๆ ต้องปฏิบัติให้อยู่ในกรอบตามระเบียบตามวินัยที่ควรจะต้องดำเนินการ
“แม้คะแนน CPI ที่ดูเหมือนจะลดลง แต่ก็มีคะแนนบางตัวที่เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ โดยการประเมินประเทศไทย ใช้แหล่งการประเมิน 9 แหล่ง มีอยู่ 1 แหล่งที่คะแนนเพิ่มขึ้น คือ PERC Asia Risk Guide คือ การให้คะแนนการคอร์รัปชันในประเทศที่อาศัย/ทำงานอยู่เป็นอย่างไร ย้อนหลังพบว่ามีคะแนนสูงขึ้นทุกปี”