
กลุ่ม “สว.สำรอง” ส่งข้อมูลมาให้ “เสือออนไลน์” ว่า มีการประชุมของคณะพนักงานสอบสวนคดีพิเศษ ที่ 24/2568 เมื่อวันที่ 28 พ.ย.68 เสร็จสิ้นผ่านไปแล้ว
โดยสรุปมีความพยายามให้แจ้งเพียงข้อกล่าวหา “ฟอกเงิน” กับผู้เกี่ยวข้องในภาคใต้เพียงแค่ 8 ราย (เป็น สว.ชุดปัจจุบัน 2 ราย) ที่มีเส้นทางการเงินชัดเจน โดยไม่มีการแจ้งข้อกล่าวหา “อั้งยี่” กับผู้ใดเลย ซึ่งเป็นคดีความผิดมูลฐาน
ดังนั้น การดำเนินคดีฟอกเงินโดยที่ไม่มีคดี ความผิดมูลฐานด้วยจึงเป็นการวางหมากในการสั่งไม่ฟ้อง
ทั้งๆ ที่พฤติการณ์แห่งคดีมีความผิดฐานอั้งยี่ ซึ่งเป็นการรวมตัวกันของบรรดาผู้สมัคร สว. และคนจากพรรคการเมืองที่เรียกกันว่า “ติวเตอร์” แบบลับๆ ที่จะกระทำความผิดมาตั้งแต่ต้น เป็นความผิดมูลฐานแล้วจึงขยายมาสู่ความผิดฐานฟอกเงินในเวลาต่อมา

ทั้งนี้ มีความเห็นแตกต่างในที่ประชุม โดยเจ้าหน้าที่บางส่วนมีการให้คำแนะนำว่า ต้องแจ้ง และบางส่วนเห็นว่าก่อนแจ้งน่าจะนำไปเข้าคณะกรรมการคดีพิเศษ ที่นายกรัฐมนตรีเป็นประธาน และ รมว.ยุติธรรม เป็นรองประธาน แต่ “ดีเอสไอ” เห็นว่า เป็นคดีเกี่ยวเนื่องกับข้อหาฟอกเงิน และมีแนวปฏิบัติคดีอื่น โดยมีพยานหลักฐานบางส่วน เช่น ผลตรวจสอบเส้นเงินจาก ปปง. การจ่ายเงินเดือนผู้ช่วย สว. ที่ยังไม่ได้รับจากเลขาฯ วุฒิสภา จึงอาจส่อเจตนาที่จะ “เป่าคดี” ทั้งๆ ที่มีพยานหลักฐานเกี่ยวกับความผิดอั้งยี่เต็มกระบุง
ทราบว่า พนักงานสอบสวนทั้งดีเอสไอ และอัยการที่ร่วมสอบสวนอึดอัดมากต่อแรงกดดัน โดยในระหว่างการประชุม ประธานร่วม 2 คน คือ อธิบดีดีเอสไอ และหัวหน้าคณะอัยการ เดินเข้า-ออกห้องประชุมไปรับโทรศัพท์กันอยู่เรื่อยๆ ทำให้เกิดข้อสงสัยไปต่างๆ นานา ว่า งานนี้มีใบสั่งหรือไม่?

ดังนั้น จึงขอให้นายกรัฐมนตรี ในฐานะประธานกรรมการคดีพิเศษ และ รมว.ยุติธรรม ในฐานะรองประธาน และอัยการสูงสุดที่เป็นผู้บังคับบัญชาของคณะพนักงานสอบสวนในคดีนี้ ได้ออกมาแสดงความรับผิดชอบ และยืนยันว่าไม่มีการแทรกแซงใดๆ ตามที่ได้เคยป่าวประกาศไว้
อย่างไรก็ตาม ขอให้สังคมจับตามองกลุ่มแก๊งนักการเมืองที่กำลังเข้าไปแทรกแซง และบิดเบือนในการดำเนินคดีข้อหาอั้งยี่และฟอกเงิน ที่เกี่ยวเนื่องกับคดี “ฮั้ว สว.” ในครั้งนี้ ซึ่งจะเป็นการทำลายระบบยุติธรรมของประเทศอย่างสิ้นเชิง
เสือออนไลน์