
กระทรวงดีอี โดย ดีป้า ผนึกกำลังกับ กระทรวงสาธารณสุข ขยายผลโครงการ 5G Ambulance พร้อมประกาศรับสมัครหน่วยงานด้านการแพทย์ฉุกเฉินจากทั่วประเทศ ร่วมยกระดับคุณภาพการให้บริการการแพทย์ฉุกเฉิน โดยเตรียมติดตั้งเทคโนโลยีแก่ 84 รถพยาบาล ส่งผลให้ภาพรวมการดำเนินโครงการต่อเนื่อง 2 ปี ประเทศไทยจะมี 5G Ambulance รวม 124 คัน คาดสามารถรองรับการช่วยเหลือผู้ป่วยให้เข้าถึงบริการทางการแพทย์ได้ทันท่วงทีมากกว่า 173,600 รายต่อปี

นพ.สฤษดิ์เดช เจริญไชย ผู้อำนวยการกองสาธารณสุขฉุกเฉิน สำนักปลัดกระทรวงสาธารณสุข พร้อมด้วย ดร.ศุภกร สิทธิไชย รักษาการแทนผู้อำนวยการใหญ่ สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล หรือ ดีป้า ร่วมเป็นประธานเปิดโครงการส่งเสริมการใช้เทคโนโลยีดิจิทัล 5G เพื่อยกระดับบริการการแพทย์ฉุกเฉิน ปี 2569 หรือ 5G Ambulance โดยมีผู้บริหารและผู้แทนจากหน่วยงานภาครัฐ หน่วยบริการการแพทย์ฉุกเฉิน และภาคเอกชนร่วมในพิธีเปิดเป็นจำนวนมาก
กระทรวงสาธารณสุข ให้ความสำคัญกับการยกระดับระบบบริการการแพทย์ฉุกเฉินมาอย่างต่อเนื่อง โดยปัจจุบันมีรถบริการการแพทย์ฉุกเฉินระดับปฏิบัติการแพทย์ขั้นสูงทั่วประเทศ ประมาณ 3,000 – 4,000 คัน และมีรถปฏิบัติการแพทย์ระดับพื้นฐานราวหมื่นคัน ซึ่งตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา กระทรวงสาธาณสุข และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้ดำเนินการพัฒนาเครือข่าย และเชื่อมโยงการจัดการระดับพื้นที่ได้ค่อนข้างครอบคลุม

นพ.สฤษดิ์เดช กล่าวว่า ประเทศไทยกำลังเข้าสู่สังคมสูงวัย ขณะเดียวกันยังประสบปัญหาในเรื่องของโรคไม่ติดต่อ ซึ่งส่งผลให้ผู้สูงอายุตามชนบทเข้าถึงบริการทางการแพทย์ได้ยากลำบาก ดังนั้นโครงการ 5G Ambulance จะช่วยให้ประชาชน โดยเฉพาะตามชนบทที่ห่างไกลสามารถเข้าถึงบริการทางการแพทย์และได้รับการดูแลได้สะดวกยิ่งขึ้น พร้อมกันนี้ ระบบบริการการแพทย์ฉุกเฉินในโครงการได้รับการพัฒนาให้สามารถรองรับสถานการณ์ที่ซับซ้อนและต้องการการตอบสนองที่รวดเร็ว ไม่ว่าจะเป็นการเข้าถึงผู้ป่วย การสื่อสารข้อมูลทางการแพทย์ และการสนับสนุนการตัดสินใจของบุคลากร
“เทคโนโลยีต่าง ๆ ใน 5G Ambulance จะช่วยอำนวยความสะดวกในการทำงานให้กับทีมแพทย์มากขึ้น โดยถือเป็นการยกระดับระบบบริการการแพทย์ฉุกเฉินให้มีประสิทธิภาพ ซึ่ง กระทรวงสาธารณสุข รู้สึกยินดีที่ได้บูรณาการการทำงานอีกครั้งกับ กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (กระทรวงดีอี) และ ดีป้า ในการขยายผลโครงการ 5G Ambulance เพื่อที่จะนำเทคโนโลยีดิจิทัลมาใช้ยกระดับระบบบริการการแพทย์ฉุกเฉินในประเทศให้ครอบคลุมยิ่งขึ้น” นพ.สฤษดิ์เดช กล่าว

ขณะที่ ดร.ศุภกร กล่าวว่า โครงการ 5G Ambulance เริ่มดำเนินการในปี 2568 โดยเป็นส่วนหนึ่งของภารกิจสำคัญของ ดีป้า ในการส่งเสริมการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านดิจิทัลของประเทศ โดยเฉพาะในมิติของการส่งเสริมการพัฒนาเมืองอัจฉริยะ (Smart City) ที่มุ่งยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนในแต่ละพื้นที่ โดยปัจจุบันประเทศไทยมีพื้นที่ที่ได้รับการพัฒนาเป็นเมืองอัจฉริยะแล้ว 37 เมือง มีเขตส่งเสริมเมืองอัจฉริยะ หรือพื้นที่ที่อยู่ระหว่างการเตรียมความพร้อมเพื่อก้าวไปสู่การเป็นเมืองอัจฉริยะมากกว่า 227 พื้นที่ นอกจากนี้ โครงการดังกล่าวยังตอบสนองภารกิจของ ดีป้า ในด้านการพัฒนากำลังคนดิจิทัล การส่งเสริมระบบนิเวศดิจิทัล และการส่งเสริมการลงทุนในอุตสาหกรรมดิจิทัล
ดร.ศุภกร กล่าวต่อว่า ประเทศไทยมีความพร้อมด้านโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล โดยเฉพาะโครงข่าย 5G ที่ครอบคลุมกว่า 95% ของพื้นที่ทั่วประเทศ ความพร้อมดังกล่าวเปิดโอกาสให้สามารถนำเทคโนโลยีดิจิทัลมาประยุกต์ใช้เพื่อยกระดับการให้บริการการแพทย์ฉุกเฉินได้อย่างเป็นรูปธรรม โดยในปีนี้ ดีป้า เปิดรับสมัครหน่วยงานภาครัฐที่ให้บริการการแพทย์ฉุกเฉินภายใต้การกำกับดูแลของรัฐเข้าร่วมโครงการ ซึ่งจำเป็นต้องมีรถพยาบาลที่ได้รับการรับรอง หรืออยู่ระหว่างการรับรองมาตรฐานรถบริการการแพทย์ฉุกเฉินจากสถาบันการแพทย์ฉุกเฉินแห่งชาติ (สพฉ.) โดยโรงพยาบาลที่เข้าร่วมโครงการจะได้รับการสนับสนุนอุปกรณ์ 5G Router และเทคโนโลยีการแพทย์ทางไกล (Telemedicine) ประกอบด้วย แพลตฟอร์มบริการการแพทย์ฉุกเฉิน แท็บเล็ต เครื่องติดตามและส่งสัญญาณชีพระยะไกล กล้องประจำกายเจ้าหน้าที่ และเครื่องบันทึกข้อมูลภาพและเสียง รวมถึงเทคโนโลยีเพื่อความปลอดภัย (Safety Technology) ได้แก่ กล้องบันทึกภาพภายในและภายนอกรถ

“สำหรับโครงการ 5G Ambulance ปี 2568 ดีป้า ให้การสนับสนุนเทคโนโลยีดิจิทัลแก่รถพยาบาลจำนวนทั้งสิ้น 40 คัน ครอบคลุม 17 โรงพยาบาลใน 11 จังหวัดทั่วประเทศไทย โดยในปี 2569 ดีป้า ตั้งเป้าขยายผลเพิ่มอีก 84 คัน ซึ่งจะส่งผลให้ภาพรวมการดำเนินโครงการต่อเนื่อง 2 ปี ประเทศไทยจะมี 5G Ambulance รวม 124 คันทั่วประเทศ และคาดว่าจะสามารถรองรับการช่วยเหลือผู้ป่วยให้สามารถเข้าถึงบริการทางการแพทย์ได้ทันท่วงทีมากกว่า 173,600 รายต่อปี ซึ่งโครงการ 5G Ambulance ไม่ได้เป็นเพียงการเพิ่มโอกาสรอดชีวิตให้กับประชาชนไทย แต่ยังเป็นการส่งเสริมการใช้งานเทคโนโลยี 5G ในระดับองค์กร (Enterprise Use) และเป็นต้นแบบของการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีดิจิทัล เพื่อพัฒนาบริการสาธารณะในมิติต่าง ๆ ซึ่งจะนำไปสู่การให้บริการที่มีประสิทธิภาพแก่ภาคประชาชนได้อย่างยั่งยืนต่อไป” ดร.ศุภกร กล่าว
นอกจากนี้ ภายในงานยังมีการเสวนาพิเศษในหัวข้อ ‘เปลี่ยนแนวคิดให้เกิดผลลัพธ์: โอกาสใหม่ของเทคโนโลยีและข้อมูลดิจิทัล’ โดย ดร.อรฉัตร เลียงพิบูลย์ ผู้อำนวยการฝ่ายส่งเสริมเมืองอัจฉริยะ ดีป้า นางสาวน้ำฝน ประโพธิ์ศรี ผู้อำนวยการโครงการ Health Link สถาบันข้อมูลขนาดใหญ่ (องค์การมหาชน) แพทย์หญิงศรุตา ช่อไสว ผู้อำนวยการโรงพยาบาลตาคลี จังหวัดนครสวรรค์ และ นายทรงชัย พานิชไตรภพ กรรมการผู้จัดการ บริษัท สหทรัพย์ เซอร์จิคอล จำกัด ที่มาร่วมแลกเปลี่ยนมุมมองและประสบการณ์ด้านการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีดิจิทัลเพื่อยกระดับบริการการแพทย์ฉุกเฉินไทยให้มีประสิทธิภาพ

ทั้งนี้ หน่วยบริการการแพทย์ฉุกเฉินที่สนใจเข้าร่วมโครงการ 5G Ambulance สามารถสมัครได้ทาง https://short.depa.or.th/cIql0 ตั้งแต่วันนี้ - 31 มีนาคม 2569 หรือ ติดตามรายละเอียดของโครงการได้ที่ https://www.depa.or.th, LINE OA: depaThailand และ Facebook Page: depa Thailand