
เห็นนักวิชาการ "เหลือขอ" บางคนออกมาโพสต์ปกป้องสำนักงานประกันสังคม (สปส.) แบบเขามีสิทธิ์จับใช้จ่ายเงินกองทุนเป็นค่าอะไรต่อมิอะไรได้
จะซื้อรถประจำตำแหน่ง ตัดสูทหรูอย่างไรก็ทำได้ไม่เห็นแปลก ผู้ประกันตนจะไปเดือดร้อนทำไม เพราะเราจ่ายเงินสมทบผู้ประกันตน (บวกเงินสมทบนายจ้าง) ไปแล้วก็จบ
เขาจะนำไปบริหารจัดการอย่างไรก็เรื่องของเขา เหมือนที่เราจ่ายเงินประกันไป เราต้องไปตามดูไหมว่าเขาบริหารเบี้ยประกันของเราอย่างไร?
ช่างเป็นความตื้นเขิน มืดบอดทางวิชาการขนานแท้! เงินผลประโยชน์ของตัวเองแท้ๆ ถูกปู้ยี่ปู้ยำไปซะขนาดนี้ แทนจะออกตัวถามหาคนรับผิดชอบ เป็นด่านหน้ารักษาประโยชน์ให้ผู้ประกันตน
กลับยื่นดาบให้เขาฟันซ้ำซะงั้น!

เราไม่ปฏิเสธหรอกว่า การเอาเงินไปฝากแบงก์ หรือสถาบันการเงิน ซื้อประกันต่างๆ ไปแล้ว เราคงไม่ตามไปเกาะติดดูว่าเขาเอาเงินเราไปออกดอกออกผล หรือปู้ยี่ปู้ยำกันยังไง
เพราะแบงก์หรือสถาบันการเงินนั้น ประกาศเงื่อนไข "อัตราดอกเบี้ย" เงินฝาก เงินกู้ ไว้ชัดเจน
ฝากออมทรัพย์อัตราเท่าไหร่ ฝากประจำ 3 เดือน 6 เดือน หรือ 12 เดือน จะจ่ายดอกเบี้ยเท่าไหร่ เขาประกาศไว้ชัด หากเราพอใจใช้บริการก็จบ
เขาจะหอบเงินฝากเราไปลงทุน ปล่อยกู้ หรือทำอะไรยังไง จะเอาไปตัดชุดตัดสูทให้พนักงาน เจ้าหน้าที่ ซื้อรถประจำตำแหน่งให้ผู้จัดการสาขากันอย่างไร เราคงไปร้องแรกแหกกระเชอ ชี้หน้าด่ากราดอะไรเขาไม่ได้
เพราะเราพอใจในผลตอบแทนที่เขาแจ้งไว้ ประกาศไว้ต้ังแต่แรก
หากเราไม่พอใจก็สามารถโยกไปฝากแบงก์อื่น หรือสถาบันการเงินอื่น
เช่นเดียวกันการซื้อประกันชีวิต ประกันอุบัติเหตุอะไรนั่น เราล้วนแด่คาดหวังว่า หากเกิดอะไรขึ้นมา เราก็มีหลักประกันวงเงินทดแทน วงเงินคุ้มครองที่เราซื้อไว้ หากตายไปก็ได้รับเงินทดแทนตามเงื่อนไขกรมธรรม์ที่ซื้อไว้
แต่ประกันสังคมนั่นแตกต่างกัน เป็น "หนังคนละม้วน"
เงินสมทบที่ผู้ประกันตน (และนายจ้าง) จ่ายเข้ากองทุนตามกฏหมายที่กำหนดเงื่อนไข นอกจากการดูแลการรักษาพยาบาลระหว่างที่เรายังทำงาน การจ่ายเงินทดแทนการรายได้ระหว่างตกงาน ยังมีเรื่ืองของกองทุนชราภาพที่เป็นผลประโยชน์ในบั้นปลายที่เรายังจะได้รับเมื่อเกษียณจากงานไปแล้ว

ด้วยเหตุนี้ เงินที่ผู้ประกันตน และนายจ้างจ่ายสมทบเข้าไปยังกองทุน จึงต่างก็หวังว่าจะเป็น "หลักประกัน" การยังชีพในบั้นปลายเมื่อต้องเกษียณจากงานไปแล้ว แม้จะไม่มากมายเป็นกอบเป็นกำเมื่อเทียบกับข้าราชการ ลูกจ้างรัฐก็เถอะ
ลำพังแค่สิทธิรักษาพยาบาลของผู้ประกันตนที่ถูกมัดมือชกถูกหักเงินเดือนสมทบเข้ากองทุนเฉลี่ยคนละเกือบ 2,000 บาท หรือตกปีละกว่า 20,000 บาท แต่เมื่อไปใช้สิทธิรักษาพยาบาลตามสิทธิ “แต่กลับถูกตีค่าเหมือนประชาชนชั้น 2 ที่ทุก รพ. ต่างรังเกียจ ต่างจัดโซนรักษาพยาบาลแยกออกจากแผนกรักษาผู้ป่วยปกติของโรงพยาบาล” นั้น ก็สร้างความน้อยน้ำต่ำตมภายในใจให้กับผู้ถือบัตรประกันสังคมมากพออยู่แล้ว

เพราะทุกคนจ่ายเงินสมทบเข้ากองทุนแทบจะเทียบได้กับการซื้อประกันชีวิตชั้น 1 แต่กลับได้รับการบริการราวคนวรรณะ "จันทาล" เทียบไม่ได้กับผู้ถือบัตรทองของ สปสช. ที่ใช้สิทธิรักษาฟรีเสียอีก
จนถึงกับที่ ศาสตราจารย์ นพ. ชวลิต เลิศบุษยานุกูล ผู้เชี่ยวชาญด้านรังสีรักษาและมะเร็งวิทยา หัวหน้าสาขารังสีรักษาและมะเร็งวิทยา จุฬาฯ สัพยอกซะเสีย....ว่า
"คนจ่ายตังค์. ได้บริการแบบขอไปที คนรักษาฟรี... ได้บริการระดับพรีเมียม"

นี่ยังต้องมาเจอกับการบริหารกองทุนประกันสังคมในลักษณะที่ไม่รู้ร้อนรู้หนาวว่า สุดท้ายแล้วผู้ประกันตนจะได้เงินบำนาญชราภาพ หรือเงินทดแทนในบั้นปลายชีวิตกันสักกี่มากน้อย เพราะระบบการบริหารกองทุนนั้น ไม่ได้เน้นการใช้ "มืออาชีพ" มาบริหาร
แต่เน้นผู้บริหารกองทุนที่ดีแต่คิดโครงการถลุงเม็ดเงินกองทุนตามสิทธิในกรอบกฏหมาย โดยไม่สนไม่ใส่ใจว่าสิ่งเหล่านั้น จะสร้างคุณประโยชน์อะไรให้ผู้ประกันตนหรือกองทุน
แม้แต่การถลุงงบไปปรับปรุงโรงอาหารของกระทรวงแรงงานที่ไม่รู้ว่าชาตินี้หรือชาติหน้า ผู้ประกันตนจะได้มีโอกาสเจ้ามาสูดอากาศหายใจใช้บริการหรือไม่?
นี่หากแม้นผู้ประกันตนอย่างเราเลือกได้ ว่าอยากเลือกเข้ากองทุนสำรองเลี้ยงชีพ หรือเลือกเข้ากองทุนประกันสังคมดี หรือเลือกได้ว่าอยากอยู่กับกองทุนประกันสังคมไทย หรืออยากไปสมัครเข้ากองทุนประกันสังคมมาเลเซีย ที่ได้ชื่อว่าเป็นกองทุนประกันที่ดีที่สุดในสามโลกแล้ว

“แก่ง หินเพิง” เชื่อว่าผู้ประกันตนคงเลือกไปกองทุนสำรองฯ เพียงอย่างเดียว หรืออยากโผไปซบกองทุนประกันสังคมของมาเลย์แทนแน่
อย่างน้อยผมคนหนึ่งหล่ะ!!!
แก่งหิน เพิง