
เมื่อวันที่ 16 ม.ค.69 สำนักงานอัยการพิเศษ ฝ่ายคดีพิเศษ 1 สำนักงานอัยการสูงสุด ได้ “คืนสำนวนการสอบสวน” กลับไปให้ อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) จากกรณีดีเอสไอ ส่งสำนวนฟ้องผู้ถูกกล่าวหา รวม 8 คน ในความผิดฐานฟอกเงิน-ร่วมกันฟอกเงิน ที่ต่อเนื่องกับการฮั้ว สว. มายังสำนักงานอัยการพิเศษ ฝ่ายคดีพิเศษ 1เพื่อพิจารณาความละเอียดแจ้งแล้วนั้น

สำนักงานอัยการพิเศษ ฝ่ายคดีพิเศษ 1 พิจารณาแล้วเห็นว่า ความผิดหลักหรือความผิดมูลฐานอันเป็นมูลเหตุที่มาแห่งคดีนี้ เกิดขึ้นจากข้อเท็จจริงตามการสอบสวนของพนักงานสอบสวนว่า มีสมาชิกกลุ่มคณะบุคคลผู้กระทำความผิดมีการร่วมกันวางแผนเป็นขั้นเป็นตอน เชื่อมโยงเกี่ยวพันกับบุคคลจำนวนมาก มีลักษณะเป็นองค์กรขนาดใหญ่ ร่วมกันวางแผนเพื่อให้ได้มาซึ่ง สว. โดยฝ่าฝืนรัฐธรรมนูญ
แต่ข้อเท็จจริงปรากฏว่า พนักงานสอบสวน ดีเอสไอ ได้ดำเนินคดีกับผู้ต้องหา 8 คนนี้ ประกอบด้วย สว. ซึ่งได้รับการคัดเลือก 2 คน กลุ่มบุคคลที่ร่วมกันกระทำความผิดอีก 6 คน โดยมีข้อกล่าวหาว่าร่วมกันเป็นอั้งยี่ สมคบกันเพื่อกระทำความผิดฐานฟอกเงิน และร่วมกันฟอกเงิน

ส่วนความผิดหลักอันเป็นมูลเหตุแห่งคดีหรือความผิดมูลฐานในความผิดฐานร่วมกันฟอกเงินคือความผิดตามมาตรา 77(1) แห่งพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการได้มาซึ่ง สว. หรือที่เรียกว่า “ฮั้ว สว.” นั้น ข้อเท็จจริงปรากฏว่า คดีอยู่ระหว่างการพิจารณาของคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ซึ่งยังมิได้มีมติวินิจฉัยความผิดดังกล่าวแต่อย่างใด
จากพฤติกรรมแห่งการกระทำความผิดของสมาชิกคณะบุคคลในสำนวนการสอบสวนคดีนี้ เป็นลักษณะร่วมกันกระทำความผิดที่เกี่ยวพันต่อเนื่องเชื่อมโยงกันเป็นขั้นเป็นตอน และต้องอาศัยผลแห่งการกระทำความผิด ซึ่งอยู่ในอำนาจพิจารณาของ กกต. เป็นหลักในการพิจารณาคดีนี้ว่า หาก กกต. มีคำวินิจฉัยว่าสำนวนที่อยู่ระหว่างการพิจารณาของ กกต. เป็นการกระทำโดยมีเจตนาเพื่อได้มาซึ่งสว. เข้าข่ายเป็นความผิดตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ แล้วจะสอดคล้องกับข้อเท็จจริงในสำนวนคดีนี้ ซึ่งปรากฏเส้นทางการเงินมีการโอน รับโอนเงินให้กับสมาชิกในกลุ่มของคณะบุคคลดังกล่าวเพื่อใช้ในการกระทำความผิดเกี่ยวกับการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา โดยมีเงินหมุนเวียนจำนวนมากกว่า 300 ล้านบาท

ดังนั้น เมื่อความผิดหลักอันเป็นความผิดมูลฐานยังอยู่ระหว่างการพิจารณาของ กกต. และผู้ต้องหาทั้ง 8 คนนี้ เป็นเพียงส่วนหนึ่งของสมาชิกคณะบุคคลของผู้กระทำความผิดทั้งหมด ยังปรากฏข้อเท็จจริงตามที่ปรากฏในสื่อมวลชนทั่วไปว่า ยังมีกลุ่มสมาชิกของคณะบุคคลที่ร่วมกันกระทำความผิดนอกจากผู้ต้องหาทั้ง 8 คน ในคดีนี้อีก 1,200 คน โดยสมาชิกของคณะบุคคลดังกล่าวได้รับเลือกเป็น สว. 137 คน สำรอง 1 คน และไม่ได้รับเลือก 2 คน
โดยกลุ่มสมาชิกคณะบุคคลดังกล่าว มีพฤติกรรมร่วมกันกระทำความผิดเชื่อมโยงกันเป็นเครือข่าย มีการแบ่งหน้าที่กันทำเป็นขั้นเป็นตอน โดยแยกตามกลุ่มต่างๆ ดังนี้ 1. กลุ่มบุคคลผู้มีอำนาจตัดสินใจ 2. กลุ่มบุคคลผู้วางแผนการกระทำความผิดและจัดวางระบบปฏิบัติการโปรแกรมออฟไลน์ 3. กลุ่มกรรมการบริหารของคณะบุคคล 4. กลุ่มผู้ปฏิบัติจัดหาผู้สมัครสมาชิกวุฒิสภา 5. กลุ่มผู้ได้รับเลือกเป็น สว. ซึ่งมีการกำหนดชื่อและหมายเลขในโพย จำนวน 141 คน 6. กลุ่มผู้สมัคร สว. ประเภทโหวตเตอร์ และ 7. กลุ่มติวเตอร์ผู้ทำโพย

เมื่อผู้ต้องหาทั้ง 8 รายนี้ เป็นเพียงส่วนหนึ่งของขบวนการสมาชิกของคณะบุคคลดังกล่าว การดำเนินคดีกับสมาชิกกลุ่มบุคคลผู้ร่วมกันกระทำความผิด จึงจำต้องมีการสอบสวนให้ครอบคลุมถึงผู้เกี่ยวข้องทั้งหมด จะตัดตอน แบ่งแยกดำเนินคดีเฉพาะบุคคลใดบุคคลหนึ่ง หรือเฉพาะกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งไม่ได้ ประกอบกับคดีนี้เป็นที่สนใจของสื่อมวลชนและประชาชนทั่วไป
ประกอบกับมีกลุ่ม สว.สำรอง และบุคคลที่มิได้รับเลือกให้เป็น สว. จำนวนมาก มีหนังสือขอความเป็นธรรมต่อสำนักงานอัยการสูงสุด ขอให้พิจารณาคดีนี้อย่างละเอียดรอบคอบ
ดังนั้น เพื่อให้การพิจารณาสั่งคดีเป็นไปโดยละเอียด รอบคอบ และเที่ยงธรรมให้ได้ข้อเท็จจริงตามพยานหลักฐานและบุคคลที่เกี่ยวข้องทั้งหมด การสอบสวนของพนักงานสอบสวนจึงยังไม่แล้วเสร็จตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 140 จึงให้คืนสำนวนการสอบสวน พร้อมเอกสารที่เกี่ยวข้องทั้งหมด ตามสิ่งที่ส่งมาด้วย และผู้ต้องหาทั้ง 8 คน กลับให้พนักงานสอบสวนทำการสอบสวนมาใหม่ โดยกำหนดประเด็นให้พนักงานสอบสวนทำการสอบสวนเพิ่มเติม ดังนี้
1. ให้พนักงานสอบสวนทำสำนวนการสอบสวนใหม่ โดยให้นำผู้ต้องหาทั้ง 8 คน ไปสอบสวนเป็นสำนวนเดียวกันกับสมาชิกคณะบุคคลผู้ร่วมกระทำความผิดกลุ่มอื่นๆ อีก 7 กลุ่ม คือ กลุ่มบุคคลผู้มีอำนาจตัดสินใจ-กลุ่มบุคคลผู้วางแผนการกระทำความผิดและจัดวางระบบปฏิบัติการโปรแกรมออฟไลน์ - กลุ่มกรรมการบริหารของคณะบุคคล - กลุ่มผู้ปฏิบัติจัดหาผู้สมัคร สว. - กลุ่มผู้ได้รับเลือกเป็น สว. ซึ่งมีการกำหนดชื่อและหมายเลขในโพย 141 คน - กลุ่มผู้สมัคร สว. ประเภทโหวตเตอร์-กลุ่มติวเตอร์ผู้ทำโพย
2. ให้พนักงานสอบสวนนำพยานหลักฐานทั้งหมดทั้งพยานบุคคล พยานเอกสาร และพยานวัตถุ อันเป็นพยานหลักฐานสำคัญแห่งคดีในสำนวนการไต่สวนของกกต. ในความผิดที่มีการกล่าวหาสมาชิกของคณะบุคคลที่มีการกระทำเพื่อให้ได้มาซึ่งอำนาจนิติบัญญัติฝ่ายสว.โดยฝ่าฝืนรัฐธรรมนูญ อันเข้าข่ายความผิดฐาน จัด ทำ ให้ เสนอให้ สัญญาว่าจะให้ หรือจัดเตรียมเพื่อจะให้ทรัพย์สินหรือผลประโยชน์อื่นใดอันอาจคำนวณเป็นเงินได้แก่ผู้ใด เพื่อจูงใจให้ผู้อื่นสมัครเข้ารับเลือกเป็น สว. หรือถอนการสมัคร หรือกระทำการใดๆ อันชอบด้วยกฎหมายให้ผู้นั้นหมดสิทธิที่จะเลือกหรือได้รับเลือกหรือเพื่อจูงใจให้ผู้สมัครหรือผู้มีสิทธิ์เลือกลงคะแนนหรือไม่ลงคะแนนให้แก่ผู้ใด มาประกอบสำนวนการสอบสวนด้วย
3. ให้นำเอกสารคำขอเปิดบัญชีธนาคาร เอกสารความเคลื่อนไหวทางบัญชีธนาคารของสมาชิกคณะบุคคลกลุ่มเครือข่ายผู้ร่วมกระทำความผิดคดีนี้ทั้งหมดมาประกอบสำนวนการสอบสวน
4. ให้พนักงานสอบสวน สอบสวนเพิ่มเติมในประเด็นต่างๆ ตามหนังสือร้องขอความเป็นธรรมของคณะสว.สำรอง ต่ออัยการสูงสุด ฉบับลงวันที่ 22 ธ.ค.68 และตามหนังสือร้องขอความเป็นธรรมของคณะสว.สำรอง ต่ออธิบดีอัยการ สำนักงานคดีพิเศษ ฉบับลงวันที่ 8 ธ.ค.68
5. หากมีประเด็นอื่นที่เป็นประโยชน์ต่อรูปคดี ก็ให้พนักงานสอบสวนทำการสอบสวนต่อไปจนสิ้นกระแสความ
เสือออนไลน์