
มหากาพย์ในเรื่องของปัญหาเกี่ยวกับคุณสมบัติของ ศ.คลินิก นพ.สรณ บุญใบชัยพฤกษ์ ประธานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ หรือ "กสทช." ที่ถูกระบุว่าขาดคุณสมบัติมาตั้งแต่แรก เนื่องจากยังคงประกอบวิชาชีพเวชกรรมในการรักษาผู้ป่วยและรับค่าตอบแทนจากโรงพยาบาลรัฐ ภายหลังจากได้รับโปรดเกล้าฯ ให้เป็น กสทช. และประธาน กสทช. แล้ว ซึ่งเป็นเรื่องต้องห้ามตามมาตรา 8 พ.ร.บ.องค์กรจัดสรรคลื่นความถี่ฯ พ.ศ. 2553 (พ.ร.บ.กสทช.) และที่แก้ไขเพิ่มเติม
ล่าสุด แวดวงสื่อมวลชนด้วยกัน (theroom44) ได้ออกมาตั้งข้อสังเกตถึงกรณีข้างต้นว่า การที่ "นายกฯ อนุทิน ชาญวีรกูล" ที่ได้รับทราบข้อมูลประเด็นการขาดคุณสมบัติของประธาน กสทช. ข้างต้น แต่กลับไม่มีการดำเนินการใดๆ ในเรื่องนี้ อาจเป็นการดำเนินการ "ก้าวล่วง" พระราชอำนาจและกระทำการที่ขัดต่อบทบัญญัติรัฐธรรมนูญมาตรา 180 และมาตรา 182

เพราะการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้ง กสทช. และการพ้นจากตำแหน่ง กสทช. นั้น ถือเป็น "พระราชอำนาจ" ของ "ในหลวง" ที่บัญญัติไว้ในมาตรา 180 และมาตรา 182 ไม่ใช่อำนาจของฝ่ายบริหาร

โดยรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2560 มาตรา 180 และมาตรา 182 บัญญัติไว้ว่า ตำแหน่งที่พระมหากษัตริย์ทรงโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งและให้พ้นจากตำแหน่งนั้น การวินิจฉัยสถานะไม่ใช่อำนาจของบุคคลใดบุคคลหนึ่ง และไม่ใช่อำนาจของฝ่ายบริหาร แต่เป็นพระราชอำนาจโดยตรง
เมื่อพิจารณาพระราชบัญญัติองค์กรจัดสรรคลื่นความถี่ฯ พ.ศ.2553 ในมาตรา 18 กำหนดไว้อย่างชัดเจนผู้ได้รับความเห็นชอบจากวุฒิสภาให้เป็นกรรมการ กสทช. ซึ่งยังมีลักษณะต้องห้ามตามมาตรา 8(1), (2), และ (3) ต้องแสดงหลักฐานว่า ได้ลาออกหรือเลิกประกอบอาชีพหรือวิชาชีพดังกล่าวแล้ว ก่อนที่นายกฯ จะนำความกราบบังคมทูลเพื่อทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งเป็นกรรมการ กสทช.

เช่นเดียวกับที่มาตรา 20 กำหนดให้การพ้นจากตำแหน่ง ต้องมีพระบรมราชโองการให้พ้นจากตำแหน่ง โดยให้มีผลย้อนหลังตั้งแต่วันที่ขาดคุณสมบัติหรือฝ่าฝืนกฎหมาย

บทบัญญัติข้างต้นสะท้อนให้เห็นว่า หากเกิดข้อสงสัยเรื่องคุณสมบัติ ผู้ดำรงตำแหน่งไม่มีอำนาจวินิจฉัยตนเอง และไม่มีใครสามารถ “อนุญาตให้ทำหน้าที่ต่อไป” ได้ เว้นแต่จะมีพระบรมราชโองการรองรับ
ดังนั้น เมื่อปรากฏข้อเท็จจริงว่า ศ.คลินิก นพ.สรณ ประธาน กสทช. ขาดคุณสมบัติ แต่ยังคงปฏิบัติหน้าที่ต่อไป ย่อมเข้าข่ายการฝ่าฝืนรัฐธรรมนูญและกฎหมายลูกโดยตรง และอาจตีความได้ว่า เป็นการ "ก้าวล่วง" พระราชอำนาจหรือไม่?

ประเด็นอ่อนไหวที่สืบเนื่องจากกรณีข้างต้น ก็คือบทบาทของ นายอนุทิน นายกรัฐมนตรี ในฐานะผู้รักษาการตามมาตรา 5 ของ พ.ร.บ.องค์กรจัดสรรคลื่นความถี่ฯ และในฐานะผู้มีหน้าที่ทูลเกล้า “เสนอ” และ “สนอง” พระบรมราชโองการ ตามรัฐธรรมนูญมาตรา 182
การที่นายกฯ ไม่นำความกราบบังคมทูลทั้งที่ทราบข้อเท็จจริงกรณีขาดคุณสมบัติตามมาตรา 8 หรือการปล่อยให้ประธาน กสทช. ยังคงปฏิบัติหน้าที่อยู่ต่อไป อาจถูกมองว่า เป็นการใช้อำนาจฝ่ายบริหาร "ก้าวล่วง" อำนาจวินิจฉัยแทนพระองค์ ซึ่งเข้าข่ายขัดรัฐธรรมนูญมาตรา 180 และ 182 โดยตรง
หากเปรียบเทียบกับกรณี การแต่งตั้งนายพิชิต ชื่นบาน เป็นรัฐมนตรีในรัฐบาลนายเศรษฐา ทวีสิน ทั้งที่มีปัญหาด้านคุณสมบัติ จนนำไปสู่คำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญที่ยังผลให้นายกฯ เศรษฐา ต้อง "พ้นจากตำแหน่ง" เพราะมีพฤติกรรมขัดจริยธรรมร้ายแรงนั้น
กรณีการขาดคุณสมบัติของประธาน กสทช. ถือได้ว่า มีน้ำหนักทางกฎหมายรุนแรงกว่าอย่างมีนัยสำคัญ เพราะมิใช่เพียงประเด็นด้านจริยธรรมเท่านั้น แต่เกี่ยวข้องกับการก้าวล่วงพระราชอำนาจในการวินิจฉัยโดยตรงอีกด้วย ผลลัพธ์ที่เป็นไปได้จึงไม่หยุดแค่การพ้นตำแหน่ง แต่รวมถึงการตัดสิทธิ์ทางการเมือง!!

ประเด็นการขาดคุณสมบัติของประธาน กสทช. ที่ยังคงเป็นคำถามของสังคมในวันนี้ คงต้องจับตาดูต่อไปว่าเครือข่ายเพื่อผู้บริโภคและสภาเพื่อผู้บริโภคที่เป็นองค์กรที่มีบทบาทในการตรวจสอบเรื่องนี้มาตั้งแต่ต้น จะเคลื่อนไหวอย่างไรต่อไปในเรื่องนี้ จะมีการยื่นเรื่องต่อผู้ตรวจการแผ่นดิน และศาลรัฐธรรมนูญเพื่อดำเนินการถอดถอน นายกฯ อนุทิน ชาญวีรกูล กรณีเพิกเฉยไม่ดำเนินการใดๆ ต่อกรณีการขาดคุณสมบัติของประธาน กสทช. ข้างต้นหรือไม่ ซึ่งเชื่อแน่ว่า หากมีการเคลื่อนไหวเรื่องนี้คงจะเรียกแขกให้งานเข้านายกฯ อนุทิน ตามมาอีกแน่
แม้ที่ผ่านมาจะมีกระแสข่าวสะพัด บรรดาองค์กรอิสระทั้งหลาย รวมทั้งตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ล้วนแต่เป็นคน "กากี่นั๊ง" แต่สิ่งเหล่านี้หาใช่จะเป็นหลักประกันหรือเกราะกำบังที่จะทำให้นายกฯ ลอยตัวหนีความรับผิดชอบไปได้