
ขณะที่ประเทศไทยยังคง "ยักตื้นติดกึก ยักลึกติดกัก" กับร่างแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้า PDP ของประเทศที่จนป่านนี้ยังคง "ป้ำผีลุกปลุกผีนั่ง" อยู่กับแผน PDP2024/PDP2025 ที่ล่าช้ามากกว่า 3 ปีเข้าไปแล้ว ยังทำคลอดไม่ได้
ขณะที่ทิศทางนโยบายพลังงานของประเทศที่ตั้งเป้าหมายเพิ่มสัดส่วนพลังงานสะอาด - พลังงานหมุนเวียน ลดพึ่งพาฟอสซิล - ก๊าซธรรมชาติ (LNG) เพื่อความมั่นคงทางพลังงาน, การลดคาร์บอนสู่ Net Zero ในปี 2050 การลดค่าไฟผ่านการสนับสนุนโซลาร์ชุมชน, การเปิดเสรีซื้อขายไฟฟ้า (Direct PPA) ที่ถูกบรรจุไว้ในร่างแผน PDP ฉบับมหากาพย์ใหม่ยังคงต้องหาวเรอรอไปไม่มีกำหนด สุดท้ายจะไปถึงฝันได้หรือไม่

หันไปดูการผลักดันนโยบายพลังงานหมุนเวียนของอินเดีย ที่นัยว่า ก่อนสิ้นปี 2025 (ปี 2568) ที่ผ่านมา มีการรายงานการลงทุนด้านพลังงานของประเทศนี้ที่น่าทึ่ง เพราะอินเดียได้เพิ่มสัดส่วนกำลังการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนได้ถึง 50 กิกะวัตต์ หรือกว่า 50% ของกำลังการผลิตไฟฟ้ารวมทั้งประเทศไปแล้ว ด้วยเงินลงทุนเกือบ 2 ล้านล้านรูปี
ทำให้ในปีที่ผ่านมากำลังการผลิตไฟฟ้าติดตั้งใหม่ของประเทศกว่าครึ่งหนึ่งมาจากพลังงานหมุนเวียน ซึ่งเร็วกว่ากรอบเป้าหมายปี 2030 ถึง 5 ปี ความสำเร็จของการดำเนินนโยบายพลังงานหมุนเวียนของอินเดียข้างต้น จึงเป็นสิ่งที่น่าเรียนรู้อย่างยิ่ง
คำถามก็คือ อะไรคือปัจจัยที่ทำให้การดำเนินนโยบายพลังงานหมุนเวียนของอินเดียประสบความสำเร็จได้อย่างน่าทึ่งและเร็วกว่าเป้าหมายถึง 5 ปีได้

จากข้อมูลที่มีการประมวลออกมาพบว่า ปัจจัยสำคัญที่ทำให้การผลักดันพลังงานหมุนเวียนของอินเดียประสบความสำเร็จได้เร็วกว่าคาด ประการแรก ก็คือ “ความเอาจริงของภาครัฐ” ที่มุ่งเน้นการส่งเสริมการลงทุนอย่างเร่งด่วนในหลายพื้นที่พร้อมกันมากกว่าที่จะรอโครงการลงทุนขนาดใหญ่
โดยมีโครงการส่งเสริมการลงทุนพลังงานหมุนเวียนผุดเป็นดอกเห็ดทั่วทั้งประเทศอินเดีย โดยเฉพาะการลงทุนด้านพลังงานไฟฟ้าจากแสงอาทิตย์ที่ตลอดปี 68 ที่ผ่านมามีกำลังผลิตมากถึง 35 กิกะวัตต์
ปัจจัยที่สอง คือ การที่รัฐบาลอินเดียไม่ปล่อยให้เอกชนลงทุนอย่างโดดเดี่ยว หรือต้องขวนขวายหาเงินทุนมาลงทุนเอง แต่ได้มีการจัดหาแหล่งเงินทุนมาให้การสนับสนุนด้วย โดยนับตั้งแต่ปี 2014 (2557) รัฐบาลร่วมกับสถาบันการเงินร่วมกันปล่อยสินเชื่อให้ภาคเอกชนมากกว่า 11 ล้านล้านรูปี และเฉพาะในช่วงปี 2025 ที่ผ่านมา มีการปล่อยสินเชื่อให้กับธุรกิจพลังงานหมุนเวียนนี้คิดเป็นมูลค่ามากว่า 2.7 ล้านล้านรูปี
โครงสร้างนี้เอื้อให้เอกชนตัดสินใจลงทุนง่าย เพราะความเสี่ยงด้านการเงินถูกลดทอน และมีสัญญาณชัดว่า รัฐบาลจะให้ความสนับสนุนในระยะยาว
ปัจจัยที่สาม คือ รัฐบาลอินเดียส่งเสริมบทบาทภาคเอกชน จากเดิมที่การลงทุนเหล่านี้เป็นบทบาทของภาครัฐหรือรัฐวิสาหกิจ โดยรัฐบาลอินเดียได้แก้ไขกฎระเบียบมากมายเพื่อเอื้อให้ภาคเอกชนเข้ามาร่วมลงทุนผลิตไฟฟ้าได้ง่ายขึ้น ทั้งยังกระจายอำนาจการตัดสินใจเหล่านี้ลงไปยังรัฐบาลท้องถิ่นเพื่อเอื้อต่อการสร้างการแข่งขันของตลาดพลังงานหมุนเวียนในประเทศ เป็นการกระจายอำนาจเชิงพลังงานให้ประชาชน ธุรกิจท้องถิ่น และผู้เล่นรายย่อยมีบทบาทมากขึ้น
และปัจจัยสุดท้าย ก็คือ การที่รัฐบาลอินเดียมองว่า พลังงานหมุนเวียนเป็น “อุตสาหกรรมใหม่ของประเทศ” ไม่ใช่แค่นโยบายความมั่นคงพลังงานหรือสิ่งแวดล้อม ดังนั้น รัฐบาลจึงมีแผนงานมากมายเพื่อส่งเสริมอุตสาหกรรมการผลิตอุปกรณ์ที่จำเป็นต่อการลงทุนด้านพลังงานหมุนเวียนให้ตอบโจทย์ความต้องการในประเทศ และลดการนำเข้า ก่อให้เกิดห่วงโซ่อุปทาน กาาสร้างงาน สร้างเทคโนโลยี และสร้างแต้มต่อด้านการแข่งขัน ไม่ใช่แค่เรื่องก่อสร้างโรงไฟฟ้า
ทั้ง 4 ปัจจัยข้างต้นคือ ปัจจัยสำคัญในอันที่จะกรุยทางไปสู่ความสำเร็จของการผลักดันการ "เปลี่ยนผ่าน" พลังงานไฟฟ้าของประเทศให้เดินไปสู่พลังงานสะอาดได้เร็วกว่าเป้าหมาย และเป็นสิ่งที่รัฐบาลไทยน่าจะนำมาเป็น "บทเรียน" ในการเปลี่ยนผ่านนโยบายพลังงานบ้านเราเป็นอย่างยิ่ง

เพราะทุกวันนี้ แค่การปรับร่นเป้าหมายการพัฒนาไฟฟ้าสะอาด โดยเพิ่มสัดส่วนพลังงานหมุนเวียนให้มากขึ้นเพื่อกรุยทางไปสู่เป้าหมาย Net Zero ภายในปี 2050 (ปรับร่นมาจากปี 2063) โดยมีแผน PDP ฉบับใหม่ที่ตั้งเป้าผลิตไฟฟ้าสะอาด 51% ภายในปี 2037 และ 74% ภายในปี 2050
บอกตามตรงว่า ยังไม่รู้จะทำให้ถึงเป้าหมายได้อย่างไรเลยจริงๆ เพราะยังคงมีการจุดพลุจุดกระแสต้านด้วยข้ออ้าง พลังงานไฟฟ้าบ้านเราสูงกว่าความต้องการอยู่แล้ว จะทำไปทำไม?