
เบื่อจริงๆ กับนักวิชาการไดโนซอรัส ที่วิเคราะห์เรื่องเขตแดนทางทะเล และการยกเลิก MOU43 - MOU44 แบบเอาแต่มโน มีโมหจิตโดยไม่สนโลก
พวกที่แชร์ก็หลับหูหลับตาแชร์มันตะพึดตะพือ ไม่ได้ใช้หัวสมองคิดอะไรเลยหรือ..
นักวิชาการไดโนซอรัสบางคนบอก ต่อให้ยกเลิก MOU43 MOU44 ไป เราก็ยังมีสนธิสัญญาสยาม-ฝรั่งเศส ปี ค.ศ.1904 (พ.ศ.2447) และปี ค.ศ.1907 (2550) อยู่
แถมประเทศไทยยังมีประกาศพระราชกฤษฎีกา กำหนดเขตดินแดนทางทะเลของประเทศไทยที่ในหลวงรัชกาลที่ 9 ประกาศไว้ตั้งแต่ 18 พฤษภาคม 2516
เลยโพนทะนาไปทั่วว่า พระราชกฤษฎีกาหรือพระราชโองการในหลวงข้างต้นอยู่เหนือข้อตกลง MOU อะไรทั้งมวล
ตกลงนักวิชาการไทยเรารู้หรือไม่(อยาก)รู้เรื่องของ MOU อะไรที่ว่า รวมไปถึงเนื้อหาที่แท้จริงของทั้ง MOU43-MOU44 หรือสนธิสัญญาที่ไทยมีกับฝรั่งเศสที่ทำให้ไทยต้องเสียดินแดนฝั่งซ้ายของแม่น้ำโขงให้ฝรั่งเศส (สนธิสัญญาฉบับแรก ค.ศ.1904)
หรือสนธิสัญญาฉบับที่ 2 (ค.ศ.1907) ที่ไทยยอมยกดินแดนพระตะบอง เสียมราฐ และศรีโสภณ ให้แก่ฝรั่งเศส แลกกับที่ฝรั่งเศสยอมยกด่านซ้าย (จังหวัดเลย) จันทบุรี ตราด เกาะกูดและเกาะแก่งใกล้เคียงคืนให้แก่ไทย
สนธิสัญญาทั้ง 2 ฉบับข้างต้น เป็นการแบ่งเขตแดนทางบก ไม่ได้เกี่ยวข้องกับเขตดินแดนทางทะเล เพราะในอดีตยังไม่เคยมีการพูดถึงเรื่องเขตดินแดนทางทะเลมาก่อน

ขณะที่ไทยและกัมพูชาเอง ก็ไม่เคยมีความขัดแย้งในเรื่องดินแดนทางทะเลในประเด็นที่ว่าใครเป็นเจ้าของเกาะกูดหรือเกาะแก่งต่างๆ บริเวณใกล้เคียง
เพราะตามสนธิสัญญาที่ไทยมีกับฝรั่งเศสส กำหนดไว้ชัดเจนแล้ว ดินแดนเกาะกูดอยู่ภายใต้อำนาจอธิปไตยของไทย ธุรกิจ โรงแรม รีสอร์ท ตลอดจนการบริการจัดการและเขตปกครองทั้งมวล ล้วนอยู่ภายใต้อำนาจอธิปไตยของไทยเรา 100%
ส่วนประกาศเรื่องเขตดินแดนทางทะเลของไทยปี 2516 ที่นักวิชาการไดโนซอรัสโอ่นักโอ่หนาว่า อยู่เหนือข้อตกลงทั้งหลายทั้งปวงอะไรนั้น
ท่านคงลืมไปว่า เราประกาศอาณาเขตทางทะเล และไหล่ทวีปอะไรที่ว่าในปี 2516 หลังรัฐบาลกัมพูชาที่ประกาศเขตดินแดนทางทะเลไปตั้งแต่ปี 2515 เพราะช่วงเวลานั้นประเทศต่างๆทั่วโลกที่มีอาณาเขตติดทะเล ต่างตื่นตัวในเรื่องเขตดินแดนทางทะเล และการเป็นเจ้าของไหล่ทวีป (เขต 12/24ไมล์ทะเลและต่อเนื่อง)
ที่ต้องไม่ลืมก็คือ..รัฐบาลกัมพูชาในเวลานั้น ซึ่งเป็นที่รับรู้กันดี ว่าก่อนปี 2518 ยังคงอยู่ภายใต้อิทธิพลของฝรั่งเศสนั่นแหล่ะ จึงอาศัยความได้เปรียบที่ตนเองมีชิงประกาศความเป็นเจ้าของอาณาเขตทางทะเลก่อนประเทศไทย ก่อนที่ประเทศไทยจะงัวเงียประกาศคล้อยหลังตามมาร่วมปี
ปัญหาที่เกิดเพราะกัมพูชาประกาศอาณาเขตดินแดนทางทะเลชนิดที่เรียกได้ว่าเกินกว่า "ฟรอยต์ (ซิกมุนต์ ฟรอยต์)" จะจินตาการได้

คือ..ลากเส้นเขตแดนจากฝั่งแนวพรมแดนไทย-กัมพูชา ขึ้นไปทางตะวันตกผ่ากลางเกาะกูดไปยังจุดกลางอ่าวไทย แล้วจึงหักเส้นลงทางใต้ขนานไปกับแนวชายฝั่งด้านตะวันออกของอ่าวไทย เอาว่าแทบจะกลืนกินอ่าวไทย ข้ามไปถึงประจวบคีรีขันธ์หรือชุมพรก็ว่าได้
ดังนั้น เมื่อไทยประกาศเขตดินแดนทางทะเลของไทยตามมา โดยลากเส้นแนวเขตด้านบน กดลงทางใต้ตามหลักสากล จึงทำให้เกิดปัญหาเพราะกัมพูชาไม่ยอมรับแนวเขตทางทะเลที่ไทยจัดทำขึ้น เพราะทับซ้อนกับที่กัมพูชาประกาศไว้ก่อนหน้ามากมาย
ถึงต้องมาเจรจาทำความตกลงเรื่องเขตดินแดนทางทะเลกันใหม่ ซึ่งหลายสิบประเทศก็เผชิญกับปัญหาลักษณะนี้เหมือนกันหมดทั่วโลกนั่นแหล่ะ
แต่เนื่องจากกัมพูชาเกิดสงครามกลางเมืองขึ้นในปี 2518 เกิดการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์และสงครามกลางเมืองภายในประเทศร่วมทศวรรษ จึงทำให้ไม่มีการเจรจาเรื่องเขตแดนทางทะเลที่ว่านี้
กระทั่งเมื่อไทยและกัมพูชาเริ่มกลับมาเปิดความสัมพันธ์ทางการค้าและการลงทุนระหว่างกันในสมัยรัฐบาลพลเอกชาติชาย ชุณหะวัณ ที่มีนโยบาย "เปลี่ยนสนามรบเป็นสนามการค้า"
ในที่สุดจึงนำมาสู่การจัดทำ และลงนามในบันทึกความเข้าใจ หรือ MOU ระหว่างกันคือ MOU43 อันเป็นข้อตกลงในการปักปันเขตแดนทางบก ต่อเนื่องมายัง MOU44 ข้อตกลงในการปักปันเขตแดนทางทะเลระหว่างกัน
โดยผ่านกลไกการเจาจา ทั้ง JCB GCB และ RCB ในปัจจุบัน ส่วนผลของการเจรจาคืบหน้าไปอย่างไร ชะงักงัน หรือบรรลุข้อตกลงกันได้แค่ไหนอย่างไรนั้นไปหาข้อมูลกันเอาเอง!
แก่งหิน เพิง