
เห็นหลายฝ่ายออกมาแสดงความดีใจ สะใจและสาแก่ใจ (ดีแท้) ที่ทหารไทย "เปิดศึก" รบแตกหักกับฝั่งกัมพูชาเพื่อป้องดินแดนและอธิปไตยของไทย ไม่ให้ใครมาย่ำยีได้เสียที!
หลายคนเรียกร้องคนไทยร่วมส่งกำลังใจ เพื่อบำรุงขวัญเจ้าหน้าที่ถึงขั้นคิดจะระดมทุนพากันแห่ไปตั้งโรงครัว โรงเสบียงหนุนทหารสู้รบกันเลยทีเดียว
ราวกับว่า นี่จะเป็นการรบครั้งประวัติศาสตร์ "ครั้งสุดท้าย" ของชาติไทยเรา ที่จะแสดงแสนยานุภาพของกองทัพไทยให้เขมรได้ประจักษ์ว่าเรามีศักยภาพทางกำลังรบที่ "เหนือกว่า" กัมพูชาแค่ไหน !
แต่รู้หรือไม่ยิ่งกระพือ ก็ยิ่งขยายความบาดหมางและขัดแย้ง ทำให้หนทางในอันที่จะหันหน้ากลับมาเจรจาริบหรี่ลงไป
ลำพังแค่วิกฤติสงครามการค้า และการสู้รบที่อยู่ห่างออกไปไกลลิบโลก อย่างสงครามในตะวันออกกลาง หรือสงครามรัสเซีย-ยูเครน ที่ทำเศรษฐกิจและการท่องเที่ยวทั่วโลกได้รับผลกระทบอย่างรุนแรงนั้น ประเทศไทยเราเองก็พลอยโดนลูกหลง พลอยได้รับผลกระทบอย่างหนักหนาสาหัส
แต่ครั้งนี้เรากลับโหยหาและดึงเอาสงครามที่ว่านั่นเข้ามาอยู่ในบ้านเราเอง ด้วยการระอุศึกสงคราม การสู้รบกับเพื่อนบ้านกัมพูชา จะด้วยข้ออ้างเพื่อรักษาดินแดนอธิปไตยของไทยไม่ให้ใครเข้ามาย่ำยี หรือจะด้วยเหุผลกลใดก็ตาม

แต่ “เสียงปืนแตกและไฟสงคราม” ที่ถูกจุดขึ้นมา มันยากที่จะดับมอดลงไป การปะทะและการสู้รบที่เกิดขึ้นมาแล้ว ณ จุดปะทะที่ "ปราสาทตาเมือนธม" หรือยังพื้นที่อื่นๆ ที่อาจมีตามมานั้น ต่อให้ทั้งสองฝ่ายต้องเจอความสูญเสียล้มตายกันไปเป็น 10 เป็น 100 ก็ไม่ได้ทำให้ความขัดแย้งยุติลงไปได้
ตรงกันข้าม! รังแต่จะขยายความขัดแย้งออกไปไม่สิ้นสุด และรังแต่จะก่อให้เกิดความสูญเสียและเสียหายแก่ทั้งสองฝ่ายอย่างเลี่ยงไม่ได้
เป็นการ "ซ้ำเติม" เศรษฐกิจที่ "จมปรัก" อยู่แล้วให้ดำดิ่งลงไปอัก!
พวกเราคิดหรือว่า หากแม้นเราเผด็จศึกสามารถถล่มทหารกัมพูชา ณ จุดปะทะจนกำชัยชนะที่ว่าได้แล้ว จะสามารถรุกคืบบุกไปถล่มกรุงพนมเปญ หรือบุกไปเหยียบหน้าสมเด็จฮุนเซ็น หรือนายกฯ ฮุนมาเน็ต ผู้เป็นลูกชายได้อย่างจารึกทางประวัติศาสตร์ที่ได้ร่ำเรียนมากันที่สมเด็จพระนเรศวรยกทัพไปปราบพระยาละแวก แล้วจับตัดหัวเสียบประจานมาแล้ว
มันไม่มีทางเกิดขึ้นได้อยู่แล้วในโลกปัจจุบัน!
หนทางในอันที่จะยุติความขัดแย้ง หาใช่การเปิดศึกรบปะทะ หรือสู้รบให้ "แตกหัก" อย่างที่เรากำลังปลุกเร้าอยู่ขณะนี้ หาใช่การระดมสรรพกำลังเข้าพื้นที่สู้รบเพื่อห้ำหั่นให้แหลกกันไปข้าง หรือถึงขั้น รุกคืบกำลังทหารฝั่งเราบุกไปขยี้ บุกไปถล่มกรุงพนมเปญกันไปเลย
มิใช่ปล่อยให้ทหารกระทำตามอำเภอใจกันอย่างที่เป็นอยู่ มิใช่ปล่อยให้ทหารตัดสินใจระเบิดกระสุนได้เองโดยไม่สนหน้าอินทร์หน้าพรหมอย่างที่กำลังปลุกเร้าอยู่ในเวลานี้
เพราะยิ่งโหมถล่มโจมตี ก็ยิ่งเหมือน “เติมเชื้อฟืนเข้าสู่กองไฟ” เหมือนการสุมไฟความขัดแย้งให้รังแต่จะขยายวงออกไปเท่านั้น ขยายและสร้างความสูญเสียออกไปไม่สิ้นสุด
และมิใช่การป่าวประกาศให้อีกฝ่ายต้อง "ถอยร่น" ยุติการสาดกระสุนหรือลดปากกระบอกปืนแต่ฝ่ายเดียว แต่ต้องกระทำ "พร้อมกันทั้งสองฝ่าย"
และต้องเริ่มต้นที่ "การเจรจา" เท่านั้น ต้องกลับคืนสู่โต๊ะเจรจาเท่านั้นจึงจะได้ผล..

รัฐบาลต้องกล้าตัดสินใจแสวงหาแนวทางการยุติข้อขัดแย้ง โดยนำเอาการทูตกลับมาใช้เท่านั้น จึงจะสามารถคลี่คลายสถานการณ์ความขัดแย้งให้ยุติลงไปได้
ลำพังแค่การปะทะที่เกิดขึ้น ณ จุดเดียวเวลานี้ ก็ทำให้ทรัพย์สิน บ้านเรือนประชาชนโดยรอบพื้นที่พลอยโดนลูกหลงได้รับความเสียหายไปไม่รู้เท่าไหร่ หากการสู้รบขยายวงออกไป ก็รังแต่จะยังความเสียหายเพิ่มขึ้นไปอีกไม่รู้เท่าไหร่ต่อเท่าไหร่
ดังนั้น หนทางในการยุติความขัดแย้งที่เกิดขึ้น ท้ายที่สุดแล้วจึงต้องอยู่ที่ "การเจรจา" ที่รัฐบาลจะต้องลุกขึ้นมาใช้เวทีการเจรจาทุกเวทีเท่าที่มีอยู่เพื่อหาทางหยุดยั้งเสียงปืนจากการสู้รบระหว่างกันลงให้จงได้
แต่หากฝ่ายทหารยังคง "ยืนกราน" ที่จะใช้มาตรการทางการทหารจัดการกับความขัดแย้งที่มี โดยไม่ยอมฟังเสียงรัฐบาล ไม่ฟังคำสั่งหรือนโยบายของรัฐบาลแล้ว
รัฐบาลคงต้องงัดมาตรการอัน "แข็งกร้าว" ให้ฝ่ายทหารต้องเป็นผู้ "รับผิดชอบ" ในความสูญเสียและความเสียหายที่จะเกิดขึ้นจากการใช้กำลังทางการทหารเอาเอง
รวมทั้งต้องไปแสวงหาแนวทางยุติความชัดแย้งเอาเอง!

และหากท้ายที่สุดหากประเทศไทยต้องถูกตำหนิจากนานาชาติ หรือถูกเพื่อนบ้านในอาเซียนด้วยกันตำหนิ หรือประณามการใช้กำลังตัดสินข้อพิพาทและความขัดแย้งที่เกิดขึ้น ถึงขั้นสั่งให้ต้องลดกำลัง หรือถอนกำลังออกจากที่ตั้ง
ก็ต้องปล่อยให้ทหารจัดการแก้ไขปัญหาเอาเอง!
แก่งหิน เพิง
หมายเหตุ: อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง
-เนตรทิพย์: หมายเหตุบรรณาธิการ
ความเหมือน และความต่าง! จากเหตุไม่สงบพื้นที่ภาคใต้-กัมพูชา
https://www.natethip.com/news.php?id=10560