
ทันทีที่มีชื่อ "ปรีดี ดาวฉาย" ขึ้นมาเป็น 1 ในรัฐมนตรี "คนนอก" ของรัฐบาลนายอนุทิน ชาญวีระกุล ที่จะเข้ามานั่งว่าการกระทรวงพลังงาน แทน "อรรถพล ฤกษ์พิบูลย์" ที่มีกระแสข่าวสะพัดว่าคงไม่ได้ไปต่อแล้วในห้วงสัปดาห์ที่ผ่านมา
…
ถนนทุกสายต่าง Focus มายังเก้าอี้ "รมต.พลังงานข้าวนอกนา" ผู้นี้ในทันที ยิ่งเมื่อเจ้าตัวยื่นหนังสือแจ้งลาออกจากตำแหน่งประธานบริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล จำกัด (มหาชน) หรือ PTTGC ด้วยข้ออ้างติดภารกิจอื่นด้วยอีก
เครือข่ายพลังงานและสื่อทุกแขนงจึงยิ่งให้ความสนใจต่อโฉมหน้าของแคนดิเดท รมต.พลังงานผู้นี้ พร้อมตั้งข้อวิพากษ์และฉายภาพ "ร่างทรง" กลุ่มทุนพลังงานขึ้นมาทันที ทำให้เก้าอี้พลังงาน "ร้อนฉ่า" ขึ้นมาทันที
ก่อนที่เจ้าตัวจะออกโรงปฏิเสธอย่างหนักแน่น โดยยืนยันว่า ไม่เคยได้รับการติดต่อ ปรึกษาหารือ หรือทาบทามให้เข้ารับตำแหน่งทางการเมืองจากพรรคการเมืองใดทั้งสิ้น และตัวเองก็ไม่มีความประสงค์หรือปรารถนาจะเข้ารับตำแหน่งทางการเมืองใดๆ อีกด้วย
เป็นการ "ดับชนวน" เสียงลือเสียงเล่าอ้างใดๆ ทั้งมวล!

อย่างไรก็ตาม หากทุกฝ่ายจะได้ย้อนดูภูมิหลังของนายปรีดีผู้นี้จะเห็นได้ว่า แม้นายปรีดีจะได้ชื่อว่า เป็นนักกฎหมายที่มีประสพการณ์ ความเชี่ยวชาญเลื่องชื่อ ทั้งยังมีความเชี่ยวชาญการบริหารความเสี่ยงทางการเงิน เป็นที่ยอมรับอย่างสูงในภาคธุรกิจ ตลาดเงินตลาดทุน เคยได้รับแต่งตั้งเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังในรัฐบาลพลเอก ประยุทธ์ จันทรโอชา ในช่วงปี 2562 มาแล้ว
ทั้งยังเป็นกรรมการบอร์ดในภาคธุรกิจหลายบริษัท อาทิ ประธานกรรมการ PTTGC กรรมการอิสระธนาคารกรุงเทพ, กรรมการบริษัท ADVANC, BDMS และอดีต CEO เดอะมอลล์ กรุ๊ป กรรมการในกลุ่ม สยามพารากอน
รวมทั้ง ยังเคยดำรงตำแหน่ง กรรมการอิสระและประธานกรรมการบริษัท กัลฟ์ ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน) หรือ GULF ธุรกิจพลังงานยักษ์ ก่อนจะก้าวขึ้นเป็นกรรมการและประธานกรรมการอย่างเป็นทางการในวันที่ 9 มกราคม 2569 ที่ผ่านมา
แต่การที่นายปรีดีเคยดำรงตำแหน่งกรรมการและประธานกรรมการในธุรกิจพลังงานโดยตรงมาก่อน ย่อมเป็น "ดาบ 2 คม" ที่ทำให้ภาพพจน์ของรัฐบาลถูกดึงเข้าไปเกี่ยวโยงกับ "กลุ่มทุนพลังงาน" อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ผิดกับ รมต.คนนอกรายอื่นๆ ไม่ว่าจะเป็นนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ หรือนางศุภจี สุธรรมพันธ์ ที่แม้จะเป็น รมต.คนนอกเช่นกันแต่ไม่ได้เป็นกรรมการ หรือผู้บริหารในธุรกิจที่หน่วยงานรัฐต้องกำกับดูแลโดยตรง

แม้ก่อนหน้านี้ จะเคยดำรงตำแหน่ง รมว.คลังในรัฐบาล "พลเอกประยุทธ์ จันทรโอชา" มาก่อน แต่ก็เป็นเพียงระยะเวลาสั้นๆ เพียง 20 วันเท่านั้น ก่อนจะตัดสินใจไขก็อกลาออกจากตำแหน่ง ซึ่งแม้เจ้าตัวจะอ้างว่าเพราะมีปัญหาสุขภาพ
แต่ก็เป็นที่โจทย์ขานกันดีว่า สาเหตุที่แท้จริงเกิดจากความเครียดจากปมความขัดแย้งกับฝ่ายการเมืองในเวลานั้น เกี่ยวกับปมแต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการระดับอธิบดี ทำให้เจ้าตัวอึดอัดจนไม่อาจทนรับแรงเสียดทานได้ จึงตัดสินใจลาออกจากตำแหน่งทันที
สะท้อนให้เห็นว่า ขนาดปมความขัดแย้งในเรื่องตัวบุคคลที่ฝ่ายการเมืองกดดันจะให้ รมต.คลัง ต้องคล้อยตามใบสั่ง เจ้าตัวยัง "รับไม่ได้" แล้ว หากต้องมารับตำแหน่ง รมต.พลังงานในรัฐบาลอนุทิน 2 ที่ต้องเผชิญกับแรงเสียดทานเพิ่มขึ้นเป็นสิบเป็นร้อยเท่า นายปรีดีคงไม่ยอมทำรามใบสั่งใดๆ เป็นแน่
แต่กระนั้น ด้วยความที่ก้าวมาจากธุรกิจพลังงานโดยตรงเช่นนี้ จึงทำให้คาดว่า การดำเนินนโยบายพลังงานไม่ว่าจะขับเคลื่อนไปทิศทางใด ย่อมจะถูกเฝ้ามองเป็นพิเศษ ไม่ว่าจะเรื่องของแผนผลิตไฟฟ้า PDP 2025 ที่ล่าช้ามากว่า 3 ปี แผนพลังงานทดแทน PDPEP การเปิดเสรีไฟฟ้า นโยบาย Direct PPA ฯลฯ ที่อาจต้องเผชิญกับแรงเสียดทานยิ่งกว่าเมื่อครั้งที่เจ้าตัวนั่งอยู่ในตำแหน่ง รมต.คลัง ในอดีตเสียอีก!

ที่สำคัญ ขนาดการฟอร์มรัฐบาลอนุทิน 2 พรรคภูมิใจไทยที่เป็นแกนนำหลักในการฟอร์มรัฐบาลใหม่ ยังตัดสินใจ "หักดิบ" เทพรรคกล้าธรรมที่เคยร่วมเคียงบ่าเคียงไหล่กันมาโดยตลอดทิ้งไปเป็นฝ่ายค้าน
เพื่อขจัดข้อกังขาของประชาชนโดยทั่วไปว่า รัฐบาลชุดนี้ต้องการตั้งรัฐมนตรีปราศจากข้อครหา ไม่มีริ้วรอย บาดแผลหรือชวนให้ผู้คนเคลือบแคลงสงสัยในเรื่องประโยชน์ทับซ้อน หรือมีความเกี่ยงโยงกับธุรกิจสีเทาใดๆ
แล้วมีหรือที่รัฐบาลอนุทิน 2 จะเสี่ยงเอา "สายล่อฟ้า" มาผูกไว้กับตัวอย่างทุกฝ่ายกำลังโจมตีอยู่นี้..
จริงไม่จริง!!!
แก่งหิน เพิง