
ถ้าพูดถึงความปลอดภัยในชีวิตประจำวัน ก่อนเราจะออกจากบ้าน สิ่งที่ควรทำอย่างแรกคือการล็อกบ้าน เพื่อป้องกันหัวขโมยที่หวังจะเข้ามาขโมยทรัพย์สินมีค่าภายในบ้าน ในโลกออนไลน์ก็สามารถทำได้เหมือนกัน โดยเราสามารถล็อกบ้านในออนไลน์ของเราได้ด้วยการป้องกันข้อมูลส่วนตัว และสินทรัพย์ดิจิทัลของเรา จากการถูกแฮ็ก หลอกลวง หรือถูกละเมิดโดยไม่ได้รับอนุญาต เปรียบเหมือนการใส่กุญแจหลายชั้นให้ชีวิตออนไลน์ วันนี้ AOC 1441 จะพาไปวางกรอบแนวทางการป้องกันข้อมูลส่วนบุคคลรั่วไหล สร้างกำแพงชั้นแรกไม่ให้มิจฉาชีพเจาะประตูหลังบ้านเข้ามาทำร้ายเราได้ เพราะข้อมูลส่วนบุคคลของเรา มีความเสี่ยงที่จะถูกนำไปใช้ในเชิงพาณิชย์ได้ หากขาดความระมัดระวัง
AOC 1441 แนะ 6 วิธี สร้าง “กุญแจล็อกบ้าน” ในโลกไซเบอร์ ปกป้องสินทรัพย์ดิจิทัล
1. รหัสผ่านที่แข็งแรง คาดเดายาก
เลือกรหัสให้ยาว ไม่นำไปใช้ซ้ำหลายที่ มีการผสมตัวอักษรใหญ่-เล็ก มีตัวเลข และมีสัญลักษณ์พิเศษ
2. ยืนยันตัวตน 2 ชั้น (2FA)
เพิ่มให้เข้าถึงการผ่านรหัส 2 ชั้น เพราะต่อให้รู้รหัสผ่าน ก็ยังเข้าไม่ได้ ถ้าไม่มีโค้ดจากมือถือหรืออีเมลเป็นชั้นที่ 2
3. ระวังระบบฟิชชิ่ง (Phishing)
ตั้งสติ ไม่กดลิงก์แปลก ๆ ไม่ว่าจะมาในรูปแบบไหน แม้จะเป็นราชการ ไม่กรอกข้อมูลในเว็บที่ไม่น่าเชื่อถือ
4. อัปเดตระบบและแอปฯ อย่างสม่ำเสมอ
เพราะช่องโหว่ที่ผิดพลาดมักถูกอุดในเวอร์ชั่นใหม่ ผ่านการแก้ไขรอยรั่ว การอัปเดตจะช่วยให้ระบบฉลาดขึ้น
5. แยกการใช้งานจากโลกที่ทำงาน / โลกส่วนตัว
อีเมล, รหัส, อุปกรณ์ ควรแยกกันกับบัญชีที่ใช้ในชีวิตประจำวัน ตัดการใช้ร่วม เพื่อลดโอกาสหลุดรอด
6. รู้เท่าทันข้อมูลที่เราแชร์ อย่าเปิดเผยในพื้นที่สาธารณะ
สิ่งเล็ก ๆ อย่างวันเกิด เบอร์โทร หรือที่อยู่ ไม่ควรเปิดเผยในพื้นที่สาธารณะ เพราะโดยปกติ คนเราจะนิยมสร้างรหัสจากข้อมูลที่จำได้ง่าย และเมื่อมิจฉาชีพเห็นอาจกลายเป็น “กุญแจ” ให้สามารถคาดเดาได้ง่ายขึ้นนั่นเอง
ทำไมการล็อกไซเบอร์ถึงสำคัญมาก
• เราใช้ชีวิตบนออนไลน์แทบตลอดเวลา
• ตัวตนในดิจิทัล ก็คือตัวตนจริง
• ความเสียหายอาจไม่ใช่แค่เงิน แต่คือ ความเป็นส่วนตัวและความปลอดภัยของชีวิต
ความปลอดภัยที่ดี ไม่ได้เริ่มจากเทคโนโลยี แต่เริ่มจาก “สติ” ของผู้ใช้
อีกหนึ่งวิธีเพื่อรักษาความปลอดภัยของข้อมูลส่วนบุคคลของเรา “การยินยอม” หรือ “ไม่ยินยอม” ให้แอปพลิเคชันใหม่หรือแพลตฟอร์ตติดตามเราในเวลาใช้งาน สามารถช่วยให้ข้อมูลเราลดความเสี่ยงจะรั่วไหลได้มาก ในปัจจุบันที่ไม่ว่าจะไปทางไหน ผู้ให้บริการก็ต่างที่จะต้องการจะได้รับข้อมูลจากลูกค้า เพื่อการขายที่พุ่งตรงไปที่กลุ่มเป้าหมายได้ตรงและคมขึ้น มีสติขึ้นอีกสักนิด ก่อนจะกดยินยอมให้ใคร เข้ามาในโลกออนไลน์ของเรา
พิจารณาข้อกำหนดให้ถี่ถ้วนก่อนกด "ยินยอม"
หลังจากเราทำการติดตั้งแอปพลิเคชันใหม่หรือมีการแจ้งเตือนเพื่อขออนุญาตเข้าถึงข้อมูล ผู้ใช้งานควรหลีกเลี่ยงการกด "ยอมรับทั้งหมด" (Accept All) โดยไม่อ่านรายละเอียดให้ถี่ถ้วน ควรตรวจสอบตัวเลือก "การตั้งค่าเพิ่มเติม" หรือ "Manage Options" และยกเลิกการเลือกในส่วนที่เกี่ยวข้องกับการตลาด (Marketing) หรือการโฆษณา (Advertising) โดยอนุญาตเฉพาะข้อมูลที่จำเป็นและเพียงพอต่อการใช้งานระบบเท่านั้น
ตรวจสอบการตั้งค่าความเป็นส่วนตัวในแต่ละแพลตฟอร์มอย่างสม่ำเสมอ
เราควรเข้าไปตรวจสอบเมนูการตั้งค่าในแอปพลิเคชันต่าง ๆ เช่น Facebook, TikTok, หรือ Google, โดยเฉพาะในส่วนของ "โฆษณาที่ปรับให้เหมาะกับบุคคล" (Personalized Ads) หรือ "กิจกรรมภายนอกเฟซบุ๊ก" (Off-Facebook Activity) หากฟังก์ชันดังกล่าวเปิดใช้งานอยู่ ควรดำเนินการ "ปิด" เพื่อระงับการติดตามพฤติกรรมการใช้งานและการนำข้อมูลไปวิเคราะห์เพื่อผลประโยชน์ทางการค้า
ประเมินความจำเป็นและความคุ้มค่าในการให้ข้อมูล หากพบแอปพลิเคชันที่มีเงื่อนไขบังคับให้ยินยอมเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลที่เกินความจำเป็น เช่น การขอเข้าถึงรายชื่อผู้ติดต่อหรือคลังรูปภาพโดยไม่มีเหตุผลอันควร และไม่สามารถปฏิเสธได้ ผู้ใช้งานควรพิจารณาถึงความเสี่ยง และนำไปเปรียบเทียบกับประโยชน์ที่จะได้รับ หากเห็นว่าไม่คุ้มค่าที่จะเสี่ยง ควรหลีกเลี่ยงการใช้งานหรือลบแอปพลิเคชันดังกล่าว เพื่อป้องกันความเสียหายที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต
ดังนั้น การจัดการข้อมูลส่วนบุคคลถือเป็นสิ่งสำคัญอย่างมากในยุคดิจิทัล ผู้ใช้งานจึงควรให้ความสำคัญกับการตรวจสอบสิทธิและการตั้งค่าต่าง ๆ อย่างเคร่งครัด เพื่อรักษาความปลอดภัยและป้องกันมิให้ข้อมูลส่วนบุคคลถูกนำไปใช้โดยมิชอบ เปรียบเหมือนการล็อกประตูไม่ให้โจรผู้ร้ายเข้ามาเคาะประตูหน้าบ้านเรานั่นเอง