
รัฐบาลใหม่ของนายอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย หลังเลือกตั้งปี 69 กับวาระพิเศษของราษฎรต้องลุกขึ้นมาป้องกันรัฐบาลจากการแทรกแซงคดีฮั้ว สว. มหันตภัยองค์กรอาชญากรรมที่เซาะกร่อนบ่อนทำลายประชาธิปไตยและหลักนิติธรรม
คดีพิเศษที่ 24/2568 หรือที่สังคมรู้จักในนาม “คดีฮั้ว สว.” มิใช่เพียงคดีทุจริตการเลือกตั้งทั่วไป แต่เป็นปรากฏการณ์ทางอาชญากรรมในรูปแบบองค์กรขนาดใหญ่ที่มีเป้าหมายร้ายแรงถึงขั้น “เซาะกร่อนบ่อนทำลายระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข” โดยการพยายามเข้าแทรกแซงและครอบงำอำนาจนิติบัญญัติผ่านวุฒิสภา (สว.) อันเป็นเสาหลักสำคัญของชาติให้เสื่อมโทรมลงอย่างรุนแรง

1. โครงสร้างองค์กรอาชญากรรม: เครือข่ายทำลายหลักนิติธรรม
จากการสอบสวนและข้อเท็จจริงในสำนวน พฤติการณ์ของขบวนการนี้มีลักษณะเป็น “องค์กรอาชญากรรมจัดตั้ง” ที่มีโครงสร้างสลับซับซ้อนและแบ่งหน้าที่กันทำอย่างเป็นระบบ เพื่อวัตถุประสงค์ในการได้มาซึ่งอำนาจโดยฝ่าฝืนรัฐธรรมนูญ
การแบ่งกลุ่มปฏิบัติการ ขบวนการถูกแบ่งออกเป็น 7 กลุ่มหลัก ตั้งแต่ระดับนโยบาย (ผู้มีอำนาจตัดสินใจและวางแผน) ไปจนถึงระดับปฏิบัติการ (ผู้จัดหาผู้สมัครและกลุ่มโหวตเตอร์)
เครือข่ายมหาศาล มีบุคคลเกี่ยวข้องมากกว่า 1,200 คน กระจายตัวเป็นโครงสร้างเครือข่ายทั่วประเทศ
ทุนสนับสนุนมหาศาล: พบเงินหมุนเวียนในระบบมากกว่า 300 ล้านบาท เพื่อใช้ในการจูงใจและจัดตั้งบุคคลให้ได้รับเลือกเป็น สว. โดยมิชอบ
2. การคืนสำนวนของอัยการ ปฏิบัติการกอบกู้ความเที่ยงธรรม เมื่อวันที่ 16 ม.ค.69 สำนักงานอัยการพิเศษฝ่ายคดีพิเศษ 1 ได้ตัดสินใจ คืนสำนวนการสอบสวน ให้แก่กรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) การดำเนินการครั้งนี้มิใช่การประวิงเวลา แต่มีวัตถุประสงค์เพื่อยกระดับมาตรฐานการบังคับใกฎหมายให้เป็นไปอย่าง “รอบคอบ และเที่ยงธรรม” อย่างที่สุด

การทลายโครงสร้างทั้งระบบ: อัยการมีความเห็นว่าไม่สามารถแบ่งแยกดำเนินคดีเฉพาะบุคคลเพียงบางกลุ่มได้ (เช่น ผู้ต้องหา 8 รายแรก) แต่ต้องดำเนินการสอบสวนให้ครอบคลุมสมาชิกทั้ง 7 กลุ่มขบวนการ ได้อ้างถึงปรากฏตามสำนวน กกต. และอนุ กกต. ชุดที่ 26 มีการแจ้งข้อกล่าวหาบุคคลประมาณ 229 คน รายชื่อผู้ถูกกล่าวหามีบุคคลหลายระดับ ทั้ง สว. ชุดปัจจุบันเกือบ 140 คน และนักการเมืองของพรรคภูมิใจไทยหลายคน ยังอยู่ในสถานะผู้ถูกกล่าวหา และยังมิใช่ข้อยุติแห่งคดีว่าบุคคลดังกล่าว ได้กระทำความผิดตามที่ถูกกล่าวหาแต่อย่างใด
การสิ้นกระแสความ มีคำสั่งให้สอบสวนเพิ่มเติมในประเด็นเส้นทางการเงินอย่างละเอียด รวมถึงการตรวจสอบธุรกรรมของผู้ช่วย สว. และความเชื่อมโยงกับผู้ทรงอิทธิพลทางการเมือง เพื่อให้สำนวนมีความหนาแน่นพอที่จะเอาผิดถึงตัวการใหญ่
บูรณาการพยานหลักฐาน กำหนดให้มีการนำพยานหลักฐานและสำนวนไต่สวนจาก กกต. รวมถึงคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญมาประกอบสำนวน เพื่อให้พยานหลักฐานมีความสอดคล้องกันทั่วประเทศ
3. บทสรุป เพื่อเกียรติยศของ สว. และเสถียรภาพของประชาธิปไตย การที่พนักงานอัยการสั่งให้สอบสวนใหม่โดยเน้นความเชื่อมโยงของทั้งขบวนการ คือการประกาศเจตนารมณ์ในการรักษาไว้ซึ่งหลักนิติธรรม (Rule of Law) หากปล่อยให้กลุ่มบุคคลที่ใช้เงินทุนและเครือข่ายอาชญากรรมเข้าครอบงำ สว. ได้สำเร็จ ย่อมหมายถึงความล่มสลายของระบบตรวจสอบถ่วงดุลในระบอบประชาธิปไตย

ดังนั้น การสอบสวนคดีพิเศษที่ 24/2568 ในก้าวต่อไปภายใต้คำแนะนำของพนักงานอัยการ จึงเป็นภารกิจสำคัญในการ “ทลายโครงสร้างองค์กรอาชญากรรม” เพื่อปกป้องสถาบันนิติบัญญัติไม่ให้ตกอยู่ภายใต้อิทธิพลมืด และเพื่อคืนความโปร่งใสให้แก่การได้มาซึ่ง สว. อันเป็นตัวแทนของปวงชนชาวไทยอย่างแท้จริง
เสือออนไลน์