
แลนด์ฯ เปิดแผนลงทุนปีนี้แค่ 2 โครงการรับน้อยสุดในรอบ 10 ปี ลุยลดหนี้ต่อทุนให้เหลือ 1 ต่อ 1 เน้นระบายสต๊อก 1.7 หมื่นล้านก่อน ชี้ ศก.มีปัญหาเยอะ ต้องแยกเรื่องปากท้องออกจากเรื่องเศรษฐกิจ หวัง รบ.ใหม่อยู่ยาวแก้ปัญหาได้จริงสร้างความเชื่อมั่น ลั่นเอกชนต้องช่วยตัวเองเพื่อความอยู่รอด
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อวันที่ 21 มกราคม 2569 นายนพร สุนทรจิตต์เจริญ ประธานกรรมการ และประธานกรรมการบริหาร บริษัท แลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ จำกัด (มหาชน) เปิดเผยถึงภาพรวมตลาดอสังหาริมทรัพย์ในปี 2569 ว่า แตกต่างจากปี 2540 โดยสถาบันการเงินและผู้ประกอบการมีปัญหา แต่รากหญ้ายังมีความแข็งแรง ส่วนในปัจจุบันสถาบัการเงินแข็งแรง แต่เรื่องปากท้องกับภาคเศรษฐกิจมีปัญหาเชิงโครงสร้าง และเศรษฐกิจมีปัญหาแบบนี้มานับ 10 ปี โครงสร้างยังไม่ได้รับการเปลี่ยนแปลง ดังนั้นเมื่อรัฐมีนโยบายกระตุ้นออกมาก็จะไม่ประสบผลสำเร็จมาก ดังนั้นต้องมีการแยกเรื่องปากท้องออกจากระบบเศรษฐกิจก่อนเพื่อที่จะแก้ปัญหาได้ถูกต้องและตรงจุด

“ต้องยอมรับว่าปัจจุบันเศรษฐกิจไทยมีปัญหาทั้งจากปัจจัยภายในและปัจจัยภายนอกประเทศ เอกชนก็สู้ด้วยตัวเองมาตลอดบางรายก็เริ่มมีอาการโดยเฉพาะเมื่อหนี้ครัวเรือนสูง มีปัญหาเรื่องรัฐภูมิศาสตร์หวังว่ารัฐบาลใหม่ที่จะเข้ามาบริหารประเทศจะอยู่ได้ครบวาระหรืออยู่นานๆ เพื่อสร้างความเชื่อมั่นและแก้ปัญหาเศรษฐกิจ ส่วนภาคเอกชนก็ต้องเร่งช่วยตัวเองด้วยเช่นกัน”
นายนพร กล่าวว่า ในส่วนของบริษัทนั้นปีนี้ยอมรับว่ามีแผนการเปิดโครงการใหม่น้อยมากในรอบกว่า 10 ปี โดยเน้นระบายสินค้าในสต๊อกก่อน ซึ่งปัจจุบันมีอยู่ประมาณ 17,000 ล้านบาท ขณะเดียวกันงบประมาณที่จะจัดซื้อที่ดินก็ค่อนข้างน้อย เพราะไม่อยากถือที่ดินไว้เยอะเพราะเป็นต้นทุนเช่นกัน
นายนพร กล่าวว่า ที่ผ่านมายอมรับว่าลูกค้าที่ซื้อจะถูกสถาบันการเงินรีเจ็คค่อนข้างมากคือประมาณ 30% โดยส่วนใหญ่เป็นกลุ่มกลาง-ล่าง ส่วนระดับบนนั้นส่วนใหญ่ชะลอการตัดสินใจซื้อ เนื่องจากไม่เชื่อมั่นด้านเศรษฐกิจ เราต้องประคองตัวและต้องช่วยตัวเองกันก่อน รวมทั้งต้องปรับตัวให้สอดรับกับสถานการณ์ตลอดเวลารวมทั้งต้องดูเรื่องสภาพคล่องด้วย เพราะความไม่แน่นอนมีสูง คาดหวังว่าการเลือกตั้งใหม่จะทำให้รัฐบาลอยู่นานและสามารถมาแก้ปัญหาประเทศได้
นายอาชวิณ อัศวโภคิน กรรมการผู้จัดการสายปฏิบัติการ บริษัท แลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า สำหรับแผนการดำเนินงานปี 2569 จะมีการเปิดตัวโครงการใหม่ระดับกลาง–บน 2 โครงการ คือ Nantawan Prestige ราชพฤกษ์-พรานนก บ้านเดี่ยวระดับราคา 60-100 ล้านบาท และ Chaiyapruek 3 รามอินทรา-วงแหวน บ้านเดี่ยวระดับราคา 10-13 ล้านบาท มูลค่ารวมของโครงการใหม่ประมาณ 3,660 ล้านบาท ดังนั้นเมื่อรวมกับโครงการที่ดำเนินการอยู่ในปัจจุบัน จำนวนโครงการที่ดำเนินการในปี 2569 จะมีทั้งหมด 69 โครงการ มูลค่าประมาณ 80,000 ล้านบาท โดยเป็นสินค้าแนวราบ 63 โครงการ มูลค่าประมาณ 69,000 ล้านบาท และคอนโดมิเนียม 6 โครงการ มูลค่ากว่า 11,000 ล้านบาท โดยเป็นโครงการคอนโดมิเนียมสร้างเสร็จพร้อมโอน 5 โครงการ และอีก 1 โครงการคือ โครงการวันเวลา ณ เจ้าพระยา คาดว่าจะสร้างเสร็จและเริ่มโอนได้ในช่วงกลางไตรมาส 4

“นอกจากนี้บริษัทมีแผนลดระดับสินค้าคงเหลือและระดับหนี้สินต่อทุนให้เหลือในอัตรา 1 ต่อ 1 จากปัจจุบันอยู่ที่ 1.2 ต่อ 1 พร้อมกับเดินหน้าขยายและพัฒนาธุรกิจให้เช่าอย่างต่อเนื่อง โดยในปีนี้บริษัทได้เตรียมงบลงทุนไว้ทั้งหมดประมาณ 4,500 ล้านบาท ประกอบด้วย งบสำหรับการซื้อที่ดินเพื่อการพัฒนาโครงการที่อยู่อาศัย 2,000 ล้านบาท และงบลงทุนด้านอสังหาริมทรัพย์เพื่อการให้เช่า 2,500 ล้านบาท”
นายอาชวิณ กล่าวว่า สำหรับธุรกิจให้เช่า บริษัทมีแผนจะเปิดตัวโรงแรมใหม่ในประเทศไทยอีก 1 แห่งในเดือนตุลาคม คือ Grande Centre Point Voyage ซึ่งเป็นโรงแรมแห่งที่ 3 ในพัทยา โดยเป็นโรงแรมขนาด 494 ห้อง พร้อมทั้งสวนน้ำขนาดใหญ่กว่า 20,000 ตารางเมตร ซึ่งถือว่าใหญ่ที่สุดในเครือโรงแรม Grande Centre Point ตามด้วย Grande Centre Point Chinatown ที่วางแผนเปิดในปี 2571 พร้อมกันนี้มีแผนที่จะขายโรงแรมในประเทศไทยจำนวน 1 แห่งเข้ากองทรัสต์ฯ และโครงการในสหรัฐอเมริกาจำนวน 2 แห่ง และคาดว่าจะออกหุ้นกู้มูลค่าประมาณ 15,000 ล้านบาท เพื่อทดแทนหุ้นกู้เดิมที่จะครบกำหนด